top of page

เมืองชั้นในริมคลองคูเมืองเดิม : พระบรมมหาราชวัง วังหน้า และวังเจ้านาย (๕)

ชุดบทความประวัติศาสตร์สังคมย่านเก่ากรุงเทพฯ

เมืองชั้นในริมคลองคูเมืองเดิม
เมืองชั้นในริมคลองคูเมืองเดิม : พระบรมมหาราชวัง วังหน้า และวังเจ้านาย (๕)

พื้นที่ตามภูมิวัฒนธรรมและการตั้งถิ่นฐานโดยเริ่มจากพื้นฐานการวางรูปแบบเมืองตั้งแต่ครั้งแรกสร้างพระนครครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เป็นต้นมา โดยถือเอาเส้นลำน้ำคลองขุดที่ใช้ประโยชน์สำหรับเป็นคลองคูเมืองในยุคสมัยต่างๆ คลองขุดเพื่อการระบายน้ำและสร้างการหมุนเวียนของกระแสน้ำภายในเมือง รวมทั้งคลองขุดเพื่อการคมนาคมเดินทางต่างๆ ซึ่งได้สร้างชุมชนที่อยู่กับวัด ย่านตลาดริมน้ำ และเมื่อมีพัฒนาการของการสร้างสาธารณูปโภคที่เป็นเมืองแบบสมัยใหม่ เริ่มแรกโดยการตัดถนนตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ถนนเจริญกรุงและมีการตัดถนนเพื่อสร้างตึกแถว ทำให้เกิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจอีกหลายแห่ง โดยแบ่งพื้นที่ของพระนครภายในแนวเขตคลองเมืองที่ขุดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ ตามลักษณะของสภาพแวดล้อมย่านคูคลองและการขยายพื้นที่ของชุมชนการค้าและชุมชนที่อยู่อาศัยของขุนนางและคหบดีตั้งแต่ช่วงต้นกรุงฯ จนถึงยุคสมัยการเติบโตของเมืองแบบสมัยใหม่ โดยแบ่งออกเป็น

  • บริเวณริมคลองชั้นในหรือคลองคูเมืองเดิม

  • บริเวณภายในเมืองชั้นในและสองฝั่งคลองบางลำพู-โอ่งอ่าง

  • บริเวณคลองหลอดบนหรือคลองหลอดวัดราชนัดดาฯ

  • บริเวณคลองหลอดล่างหรือคลองหลอดวัดราชบพิธฯ

  • บริเวณคลองมหานาค-คลองแสนแสบ

  • บริเวณคลองคูเมืองชั้นนอก : คลองผดุงกรุงเกษม

ภาพถ่ายคลองคูเมืองเดิม บริเวณหน้าวัดราชบพิธถ่าย
ภาพถ่ายคลองคูเมืองเดิม บริเวณหน้าวัดราชบพิธถ่ายในรัชกาลที่ ๕ โดยร้านโรเบิร์ต เลนซ์

สภาพการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยตามผู้คนในชุมชนต่างๆ ตามลักษณะ “ภูมิวัฒนธรรม” ซึ่งอิงกับสภาพคลองคูเมืองและคลองขุดสายต่างๆ ตามรูปแบบเมืองโบราณของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ครั้งแรกสร้าง จนถึงยุคทำให้ทันสมัย [Modernization] ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เริ่มตัดถนนสายแรกเป็นต้นมา และการปรับตัวตามสภาพสังคมแต่ละยุคสมัย ในบทความนี้จะกล่าวถึงบริเวณแรก คือริมคลองชั้นในหรือคลองคูเมืองเดิม


คลองคูเมืองเดิม : คลองโรงไหม คลองหลอด และคลองตลาด

คลองเมืองที่ขุดมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีคือ “คลองโรงไหม” หรือบ้างเรียกผิดไปตามแนวลำคลองที่ต่อกับคลองหลอด ซึ่งเป็นคลองขุดขวางภายในพระนครจึงเรียกคลองคูเมืองเดิมนี้ว่า “คลองหลอด” ไปด้วย เป็นคลองเดียวกันกับคูเมืองเดิมที่ขุดในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งเมื่อขุดคลองแล้วจึงนำดินพูนเป็นเชิงเทินปักแนวไม้ทองหลางทั้งต้นเป็นกำแพง ภายในเมืองมีวัดโบราณมาแต่สมัยอยุธยา เช่น วัดโพธิ์ วัดสลัก พื้นที่เป็นท้องทุ่งและสวน มีชุมชนหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยโดยเฉพาะคนจีนซึ่งตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่เป็นพระบรมมหาราชวังของกรุงเทพมหานครต่อมา


คลองคูเมืองเดิมนี้ขุดจากท่าช้างวังหน้าทางทิศเหนือไปออกที่ปากคลองตลาดทางทิศใต้ ระยะทางราว ๒.๔ กิโลเมตร เมื่อย้ายพระนครมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาจึงกลายเป็นเส้นทางคมนาคมแทนที่คูเมืองและกำแพงป้องกันเมือง


ปากคลองด้านทิศเหนือผ่านโรงไหมหลวงจึงเรียกว่าคลองโรงไหม และเมื่อมีการขุดคลองหลอดเป็นแนวตั้งเชื่อมกับคลองเมืองชั้นนอกก็เรียกคลองช่วงนี้ว่า “คลองหลอด” และเมื่อจะออกแม่น้ำเจ้าพระยามีย่านการค้าทั้งตลาดบกและตลาดน้ำก็เรียกว่า “คลองตลาด” บริเวณปากคลองจึงเรียกว่า “ปากคลองตลาด” มาจนถึงทุกวันนี้


ภาพคลองหลอดในสมัยรัชกาลที่ ๕
คลองหลอดในสมัยรัชกาลที่ ๕

สถานที่สำคัญภายในเมืองชั้นใน

เมื่อแรกสร้างกรุงเทพมหานครก็ได้สร้างพระบรมมหาราชวัง วังเจ้านาย และสถานที่อยู่อาศัยของพวกขุนนางบางส่วนมาอยู่ภายในเขตคลองเมืองชั้นในซึ่งเป็นคลองเมืองสมัยกรุงธนบุรี และย้ายนิวาสสถานของขุนนางและชุมชนชาวจีนในพื้นที่ตั้งแต่บริเวณที่เป็นพระบรมมหาราชวังตามฝั่งน้ำไปทางใต้ ซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณตลาดน้อยและสำเพ็ง คลองคูเมืองเดิมนี้กลายเป็นเส้นทางน้ำส่วนหนึ่งสำหรับเดินทางและขนส่งสินค้าของประชาชนภายในพระนคร


ในสมัยต้นกรุงฯ ภายในพื้นที่เมืองชั้นในประกอบไปด้วยสถานที่สำคัญอันเป็นหัวใจในการบริหารราชการแผ่นดินและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอยู่ภายในคลองคูเมืองเดิมทั้งสิ้น ประกอบด้วย “พระบรมมหาราชวัง” ซึ่งอยู่ในพื้นที่เกือบกึ่งกลางภายในเขตเมืองชั้นใน ด้านหน้าพระบรมมหาราชวังทางทิศเหนือคือ “ทุ่งพระเมรุหรือสนามหลวง” ด้านทิศตะวันตกติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยาคือ “วัดมหาธาตุยุวราษฎร์

รังสฤษดิ์ฯ” ซึ่งเป็นวัดมีมาแต่เดิมชื่อ “วัดสลัก” การบูรณะและสร้างต่อมาเพื่อประสงค์ให้เป็นวัดที่มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชของเมืองตามแบบแผนราชธานีจากกรุงศรีอยุธยา พื้นที่ต่อเนื่องทางด้านเหนือคือ “พระราชวังบวรสถานมงคล” เป็นที่ประทับสมเด็จพระ

บวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งมีอาณาเขตจรดริมคลองคูเมืองชั้นในด้านทิศเหนือและติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา


ตำแหน่งวังหน้าหมดสิ้นไปในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกับปรับปรุงพื้นที่ทั้งหมดไปใช้ในกิจการต่างๆ ของบ้านเมือง โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ สำนักการสังคีต สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ในปัจจุบัน พื้นที่ต่อเนื่องไปยังพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา


วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ
“วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ” หรือวัดโพธิ์

ส่วนด้านใต้พระบรมมหาราชวังคือ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ” หรือ “วัดโพธิ์” ซึ่งเป็นวัดมีมาแต่เดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน ทั้งเคยเป็นพระอารามหลวงสมัยกรุงธนบุรีที่เป็นเมืองอกแตกสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย วัดนี้ถือเป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญมาตลอดทุกรัชกาลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์


นับแต่ต้นกรุงฯ ทางฝั่งตะวันออกของพระบรมมหาราชวังคงเป็นพื้นที่โล่งและวังของเจ้านายพระองค์ต่างๆ ส่วนหนึ่งเรียกว่า “วังถนนโรงครก” มี ๒ วัง ซึ่งเป็นที่ประทับของ “พระองค์เจ้าสาททิพากร” และ “พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคันธร กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์” ต้นราชสกุลยุคนธรานนท์ พระโอรสในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ต่อมารื้อทำ “ศาลสถิตย์ยุติธรรม” ที่สร้างขึ้นในการสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕ ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราช- โองการโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมศาลที่เคยขึ้นอยู่กับกรมต่างๆ และมีอำนาจพิจารณาคดีเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกรมนั้นๆ โดยมีราว ๑๖ ศาล เช่น ศาลนครบาล ศาลแพ่งเกษม ศาลกรมวัง ศาลกรมนา ฯลฯ ให้มารวมอยู่ที่แห่งเดียวกัน เป็นที่ประชุมลูกขุนตระลาการขุนศาลทุกกระทรวง และเป็นที่เก็บรักษากฎหมาย ประสาทความยุติธรรมให้ราษฎร พระราชทานนามอาคารที่จัดสร้างนี้ว่าศาลสถิตย์ยุติธรรม และพื้นที่บริเวณนี้ต่อมาคือ ที่ทำการศาลฎีกา


ต่อมาทางด้านทิศใต้คือ “ศาลหลักเมือง” ที่สร้างพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนวังเจ้านายในเขตภายในคลองคูเมืองเดิมส่วนใหญ่เป็นวังที่สร้างประทานพระราชโอรส “ทรงกรม” ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว


การ “ทรงกรม” หรือ “เจ้าต่างกรม” หมายความว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่าเจ้านายบางพระองค์มีพระปรีชาสามารถในกิจการงาน อุทิศพระองค์ให้กับงานราชการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายพระองค์นั้นมีผู้คนรวบรวมขึ้นเป็นกรม โดยแบ่งเป็น กรมพระ กรมหลวง กรมขุน และกรมหมื่น และในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพิ่มเป็นกรมสมเด็จพระ และในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนเป็น กรมพระยา โดยให้มีผู้บังคับบัญชาหรือกรมมีชั้นยศที่แสดงให้เห็นว่า เป็นกรมที่มีผู้คนมากน้อยตามชั้นยศเจ้ากรมนั้น


พระบรมมหาราชวัง
พระบรมมหาราชวัง และฝั่งตรงข้ามทางด้านซ้ายคือศาลหลักเมือง

วังถนนหลักเมืองและวังริมสนามไชย

ถัดจากศาลหลักเมืองเป็นบริเวณวังที่ประทับของพระราชโอรสในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลนั้น คือกลุ่ม “วังถนนหลักเมือง” ๕ วัง ตั้งแต่ต่อจากศาลหลักเมืองและพื้นที่กระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน แล้วต่อเนื่องมาจนถึงพื้นที่วังสราญรมย์ที่เรียกว่า “วังริมถนนสนามไชย” อีก ๓ วัง


ซึ่ง “วังถนนหลักเมือง วังที่ ๑” สร้างพระราชทานให้เป็นที่ประทับของ “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายสุริยา” หรือ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยา กรมพระรามอิศเรศ” ต้นราชสกุลสุริยกุล เสด็จอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาโปรดให้ “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา” เสด็จไปประทับที่วังนี้จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงรื้อทำโรงช้าง ปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของศาลฎีกา


“วังที่ ๒” สร้างพระราชทานให้เป็นที่ประทับของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทับ กรมหมื่นจิตรภักดี” ต้นราชสกุลทัพพะกุล อยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ามรกต เสด็จไปประทับจนสิ้นพระชนม์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระองค์เจ้าชุมแสงในกรมพระราชวังบวรฯ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประทับ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วจึงรื้อวังสร้างโรงม้าแซง ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงกลาโหม


“วังที่ ๓” “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดารากร” หรือกรมหมื่นศรีสุเทพ เสด็จประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าในวังอยู่ต่อมาจนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงรื้อทำโรงช้าง


“วังที่ ๔” สร้างพระราชทานให้เป็นที่ประทับของ “พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าคันธรส กรมหมื่นศรีสุเรนทร์” จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าโต กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศร์” ต้นราชสกุลมหากุล ประทับต่อจนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วพระองค์เจ้าหญิงสายสมร พระน้องร่วมเจ้าจอมมารดาเสด็จประทับอยู่ต่อมาจนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงรื้อวังสร้างตึกที่ว่าการกระทรวงกลาโหม


บริเวณตึกกระทรวงกลาโหม
บริเวณตึกกระทรวงกลาโหม

“วังที่ ๕” สร้างพระราชทานให้เป็นที่ประทับของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากล้าย กรมหมื่นพิทักษ์เทวา” เมื่อสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดให้ “พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสุทัศน์ กรมหมื่นไกรสรวิชิต” ต้นราชสกุลสุทัศน์ อยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และหม่อมเจ้าในกรมอยู่ต่อมา หลังจากนั้นรื้อวังเพื่อทำเป็นพื้นที่ท้องสนามหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


พื้นที่ซึ่งเคยเป็นสวนกาแฟหลวงและวังที่ประทับของเจ้านายริมสนามไชย ๓ วัง คือ “วังริมสนามไชย วังเหนือ” เป็นที่ประทับของ “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทับทิม กรมหมื่นอินทรพิพิธ” ต่อมาโปรดให้ “พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดวงจักร กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์” ต้นราชสกุลดวงจักร ประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วหม่อมเจ้าดิศอยู่ต่อมาจนสร้างเป็น “สวนสราญรมย์” ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


“วังริมสนามไชย วังกลาง” เป็นที่ประทับของ “พระองค์เจ้าไกรสร กรมหมื่นรักษ์รณเรศ” ซึ่งต่อมาถูกถอดพระยศเป็นหม่อมไกรสร ต้นราชสกุลพึ่งบุญและอนิรุทธเทวา ต่อมาเป็นที่ประทับของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคเนจร กรมหมื่นอมเรนทรบดินทร์” ต้นราชสกุลคเนจร จนสร้างเป็นสวนสราญรมย์

และ “วังริมสนามไชย วังใต้” สร้างเป็นที่ประทับของ “พระองค์เจ้าสุริยวงศ์ กรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิ์สุขวัฒนวิไชย” ประทับจนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ” ต้นราชสกุลปราโมช พระราชโอรสในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จอยู่ต่อมา จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการพระราชทานวังอื่นแลกที่เพื่อทำสวนสราญรมย์ แต่กรมขุนวรจักรธรานุภาพไม่รับพระราชทาน ทรงซื้อที่สร้างวังริมถนนเจริญกรุงแล้วอยู่ที่นั่นจนตลอดพระชนมายุ พื้นที่วังเดิมก็เป็นโรงเรือนข้าราชการ ต่อมาจึงกลายเป็นพื้นที่ของสวนสราญรมย์


พระราชวังสราญรมย์ กระทรวงการต่างประเทศ
พระราชวังสราญรมย์ กระทรวงการต่างประเทศ

สวนสราญรมย์ สวนเจ้าเชต และหอกลอง

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขอซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดในธรรมยุติกนิกาย คือ

“วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร” ใน พ.ศ. ๒๔๐๗ เพื่อสำหรับเจ้านาย ข้าราชการฝ่ายหน้าและฝ่ายในได้บำเพ็ญกุศลสะดวกขึ้น


“สวนสราญรมย์” ที่เคยเป็นย่านสวนกาแฟหลวงมาก่อนเช่นกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๐๙ ในปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังตรงบริเวณตึกดินเก่า เพื่อเป็นที่ประทับหลังทรงสละราชสมบัติให้พระราชโอรสแล้ว แต่ยังสร้างไม่เสร็จก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทาน “พระราชวังสราญรมย์” ให้เป็นที่ประทับของ “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์ใหญ่ เจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงษ์” เมื่อแรกเสด็จออกวัง และเมื่อเสด็จไปประทับพระราชวังเดิมธนบุรีแล้ว จึงพระราชทานให้เป็นที่ประทับของ “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์น้อย เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช” เสด็จอยู่จนสร้าง “วังบูรพาภิรมย์” เสร็จจึงย้ายไปประทับ


พื้นที่วังสราญรมย์ส่วนหนึ่งเป็น “ศาลาว่าการต่างประเทศ” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทดลองใช้ระบบเสนาบดีสภาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ จึงริเริ่มจัดตั้งกระทรวงต่างๆ โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นหนึ่งในสี่กระทรวงแรกของแผ่นดิน ทรงโปรดให้ตกแต่งพื้นที่

ราชอุทยานสราญรมย์ให้สวยงามร่มรื่น โดยให้นายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ ซึ่งรอบรู้ด้านพฤกษศาสตร์เป็นผู้ดูแลจัดการสวนหลวงเป็นที่เสด็จประพาสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายฝ่ายใน มีการตกแต่งด้วยสระน้ำพุ สวนดอกไม้ กล้วยไม้ ไม้ยืนต้น มีสัตว์ดูเล่นประเภทต่างๆ


ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงโปรดใช้พระราชอุทยานเป็นที่ฝึกซ้อมวิชาทหารแก่มหาดเล็กรักษาพระองค์และเป็นศูนย์กลางขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และแนวคิดใหม่เรียกว่า “ทวีปัญญาสโมสร” เมื่อขึ้นครองราชย์ทรงใช้เป็นที่จัดงานฤดูหนาวประจำปี พอถึงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เป็นที่ตั้งของสโมสรคณะราษฎร์สราญรมย์ จนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงมอบให้กรุงเทพมหานครดูแลและปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะของประชาชนโดยทั่วไป


พื้นที่ทางทิศใต้ของสวนสราญรมย์เรียกกันว่า “สวนเจ้าเชต” อยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ในสมัยต้นกรุงฯ บริเวณนี้เคยมีศาลประดิษฐานรูปเทพารักษ์สำคัญทั้ง ๕ สำหรับพระนคร คือ “ศาลพระเสื้อเมือง” “ศาลพระทรงเมือง” และ “ศาลพระกาฬไชยศรี” ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าเจตคุปต์อยู่หน้าคุกของกรมพระนครบาล และ “ศาลเจ้าพ่อหอกลอง” อยู่ที่หน้าหอกลองประจำเมือง โดยมีกลองสำคัญประจำอยู่ ๓ ใบ คือ “กลองย่ำพระสุรสีห์” ไว้ตีบอกเวลา “กลองอัคคีพินาศ” ไว้ตีเพื่อบอกเหตุไฟไหม้ และ “กลองพิฆาตไพรี” ไว้ตีเมื่อเกิดศึกสงครามหรือข้าศึกบุกมาประชิดพระนคร ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสร้างสถานที่ราชการและตัดถนนเพิ่ม จึงต้องรื้อศาลเทพารักษ์ทั้ง ๕ แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานรวมกันในที่ศาลหลักเมือง ต่อมามีการแยกสร้างศาลเจ้าพ่อหอกลองโดยมีการบูรณปฏิสังขรณ์สืบมาเป็นลำดับ จนมาสร้างใหม่ใน พ.ศ. ๒๕๐๙ และกลายเป็นที่สักการะสำคัญในพื้นที่ภายในเขตเมืองเก่าชั้นในแก่ประชาชนทั่วไปจนทุกวันนี้


วังท้ายหับเผยและวังบ้านหม้อ

วังท้ายหับเผยมี ๓ วัง อยู่ริมคลองคูเมืองเก่าทางฝั่งตะวันตก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ สร้างประทานพระราชโอรสร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันทั้ง ๓ วัง คือ “วังที่ ๑” สร้างพระราชทาน “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร” ต้นราชสกุลพนมวัน ประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าชายใหญ่กับหม่อมเจ้าในกรมอยู่ต่อมา ปัจจุบันก็คือสถานที่ตั้งของ “ศาลเจ้าพ่อหอกลอง” และพื้นที่ส่วนหนึ่งของกรมการรักษาดินแดน


เห็นศาลเทพารักษ์ ๒ ศาล และหอกลอง
ภาพถ่ายจากพระที่นั่งภูวดลทัศไนย พ.ศ. ๒๔๐๗ เห็นศาลเทพารักษ์ ๒ ศาล และหอกลอง

“วังที่ ๒” อยู่ต่อวังที่ ๑ มาทางตะวันตก สร้างพระราชทาน “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์” ต้นราชสกุลทินกร ประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าในกรมอยู่ต่อมา


“วังที่ ๓” อยู่ต่อวังที่ ๒ มาทางตะวันตก หรือ “วังบ้านหม้อ” สร้างพระราชทาน “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิทักษเทเวศร์” ต้นราชสกุลกุญชร และในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านวม กรมหลวงวงศาธิราชสนิท” ต้นราชสกุลสนิทวงศ์ เคยประทับอยู่ ทั้งสามวังนี้ปัจจุบันบางส่วนเป็นพื้นที่ฝึกยิงปืนของกรมการรักษาดินแดน


จนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไฟไหม้วังกรมหมื่นสุนทรธิบดี กรมพระพิทักษ์ฯ จึงย้ายวังไปสร้างใหม่ในที่นั้น ซึ่งก็คือสถานที่ตั้ง “วังบ้านหม้อ” ริมคลองคูเมืองเดิมด้านนอก ใกล้กับถนนบ้านหม้อตัดกับถนนพาหุรัด และเคยเป็นสถานที่จัดแสดงละครหรือที่เรียกว่า “โรงละครดึกดำบรรพ์” ที่เปิดการแสดงในช่วง พ.ศ. ๒๔๔๒-๒๔๕๒ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เป็นพระนัดดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิทักษเทเวศร์ เคยรับราชการในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น ผู้บัญชาการกรมม้าและกรมมหรสพ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ปัจจุบันวังบ้านหม้ออยู่ในความดูแลของราชสกุลกุญชร


นอกจากสถานที่สำคัญดังกล่าวแล้ว ยังมีวังของเจ้านายพระองค์ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ภายในขอบเขตของเมืองชั้นใน บริเวณที่เรียกว่า “สวนเจ้าเชต” นี้เคยเป็นที่ตั้งวังของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓ วัง คือ วัง “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากล้วยไม้ กรมหมื่นสุนทรธิบดี” ต้นราชสกุลกล้วยไม้ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุสุมา กรมหมื่นเสพสุนทร” ต้นราชสกุลกุสุมา และวังของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุไร กรมหมื่นอดุลยลักษณ-สมบัติ” ต้นราชสกุลอุไรพงศ์ พระราชโอรสในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อรื้อวังออกบริเวณนั้นกลายเป็นที่กว้างมีต้นไม้เป็นสวนโปร่งตรงกลางเป็นเนินดินเรียกกันต่อมาว่า “สวนเจ้าเชต”


วังท้ายวัดโพธิ์และวังท่าเตียน

บริเวณวังเจ้านายต่อเนื่องกับสวนเจ้าเชตมาทางวัดพระเชตุพนฯ คือ “วังริมวัดโพธิ์” ของ “กรมหมื่น

นรินทรพิทักษ์” พระสวามีของพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้ากุ อยู่ติดเขตวัดโพธิ์ด้านเหนือ หลังจากที่กรมหมื่นนรินทรพิทักษ์สิ้นชีพิตักษัยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์เจ้ากุยังประทับอยู่ต่อมาจนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขยายเขตวัดพระเชตุพนฯ จึงโปรดให้ “กรมหมื่นนรินธรเทพ” กับ “กรมหมื่นนเรนทร์บริรักษ์” พระโอรสของกรมหลวงนรินทรเทวีย้ายไปอยู่วังใหม่ใกล้ประตูสะพานหัน


วังท้ายวัดโพธิ์ (วังที่ ๕) ปัจจุบันเป็นสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง
วังท้ายวัดโพธิ์ (วังที่ ๕) ปัจจุบันเป็นสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง

“วังท้ายวัดโพธิ์” พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสร้างพระราชทานพระราชโอรสรวม ๕ วัง โดย “วังที่ ๑” พระราชทาน “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโกเมน กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร์” ต้นราชสกุลโกเมน เสด็จประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดให้ซื้อวังเพื่อสร้างสถานที่ราชการ “วังที่ ๒” สร้างพระราชทาน “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคเนจร กรมหมื่นอมเรนทรบดินทร์” ต้นราชสกุลคเนจร ต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานวังนี้แก่ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลำยอง” ต้นราชสกุลลำยอง เสด็จประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเป็นวังของพระราชโอรสในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ” ต้นราชสกุลเกษมศรี เมื่อเสด็จไปสร้างวังที่อื่นและสิ้นพระชนม์แล้ว


“วังที่ ๓” สร้างพระราชทาน “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ” ต้นราชสกุลงอนรถ เสด็จประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ จึงพระราชทานให้ “พระองค์เจ้าเปียก” เสด็จประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหรา กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ฑีฆชนม์เชษฐประยูร”

ต้นราชสกุลสิงหรา ประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ แล้วให้หม่อมเจ้าในกรมอยู่ต่อมา


“วังที่ ๔” สร้างพระราชทาน “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี” ต้นราชสกุลลดาวัลย์ เสด็จอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าในกรมอยู่ต่อมา


ทั้ง ๔ วังนี้ต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ซื้อวังและพื้นที่ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสถานที่ราชการ ซึ่งต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือที่ตั้งของกระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ตั้งของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ


“วังที่ ๕” ตั้งอยู่ตรงบริเวณพื้นที่ชายธงตรงทางสามแพร่งริมแม่น้ำใต้ป้อมมหาฤกษ์ จึงเรียกกันว่า “ซากั๊กวัง” พระราชทานให้แก่ “สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์” ต้นราชสกุลศิริวงศ์ เป็นพระชนกของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชชนนีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน “วังปากคลองตลาด” ของกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ให้แก่ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรรณพ กรมหมื่นอุดมรัตนราษี” ต้นราชสกุลอรรณพ ผู้สร้างวัดมหรรณพารามวรวิหาร ส่วนซากั๊กวังให้พระองค์เจ้ามงคลเลิศกับหม่อมเจ้าองค์อื่นๆ ที่เป็นพระโอรสธิดากรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ประทับต่อมา และในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงปรับที่ดินบริเวณนี้สร้างอาคาร “โรงโปลิศ” ให้เป็นแบบตะวันตก ปัจจุบันคือที่ตั้งของสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง


นอกจากนี้ยังมี “วังคลองตลาด” เป็นวังของ “พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารองทรง กรมหมื่นสิทธิสุขุมการ” ต้นราชสกุลรองทรง ตั้งอยู่ใกล้กับวังของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมและกรมหลวงสรรพสาตร-ศุภกิจ ก่อนที่จะย้ายวังไปประทับที่อื่น เป็นพระบวรโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ต่อมาทำเป็นถนนราชินีและสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง


วังสุนันทาลัย หรือโรงเรียนราชินี
วังสุนันทาลัย หรือโรงเรียนราชินี

อีกวังหนึ่งที่สร้างประทานพระราชโอรสในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ “วังริมแม่น้ำเหนือป้อมมหาฤกษ์” สร้างพระราชทาน “พระองค์เจ้าชายเฉลิมวงศ์” พระราชโอรสประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ ธิดาเจ้าพระยานคร (น้อย) แต่สิ้นพระชนม์พระชันษาเพียง ๒๕ ปี ไม่มีบุตรและธิดา จึงได้พระราชทานวังแห่งนี้ให้ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอมฤตย์ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย” เสด็จอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เป็นวังของ “พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์” หรือ “สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ” อยู่จนทรงสร้างวังใหม่ตรงบริเวณสะพานถ่านข้ามคลองหลอดวัดราชบพิธ บริเวณที่ว่างนี้สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างโรงเรียนสุนันทาลัยหรือโรงเรียนราชินีในภายหลัง


ตึกแถวบริเวณท่าเตียน ด้านหลังคือวัดพระเชตุพนฯ
ตึกแถวบริเวณท่าเตียน ด้านหลังคือวัดพระเชตุพนฯ

“วังท่าเตียน” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ สร้างพระราชทานให้ “สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเกศ กรมขุนอิศรานุรักษ์” ต้นราชสกุลอิศรางกูร พระโอรสของพระพี่นางเธอพระองค์น้อย เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ประทับอยู่จนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ย้ายไปประทับที่ “วังสวนมังคุด” ซึ่งอยู่บริเวณใกล้กับวัดระฆังฯ ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นเขตพระราชวังหลังตั้งแต่บริเวณบ้านปูนจนถึงวัดระฆังฯ


ต่อมาพระราชทานวังท่าเตียนให้ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉัตร กรมหมื่นสุรินทรรักษ์” พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ และเจ้าจอมมารดาตานีของกรมหมื่นสุรินทรรักษ์อยู่ต่อมาจนอสัญกรรม จากนั้นหม่อมเจ้าในวังอยู่ต่อมา เมื่อไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ตลาดท่าเตียนในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้จัดสร้างศาลต่างประเทศและตึกหลวงรับราชทูตที่เคยเป็นบริเวณวังท่าเตียน


ต่อมามีการสร้างโรงละครปริ๊นซ์เธียเตอร์ ของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ขึ้นในบริเวณนั้น เพราะท่านได้เป็นอุปทูตไปอังกฤษและได้รับอิทธิพลเมื่อไปชมละครจากลอนดอนเธียเตอร์จึงนำแบบละครยุโรปมาปรับปรุงละครนอก กลายเป็นการแสดงละครแนวใหม่ เรียกว่าละครพันทาง ใช้เนื้อเรื่องวรรณคดีไทยต่างๆ มาผสมรวมกัน และโดยที่เป็นพระโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดามรกฎ ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง บริเวณวังท่าเตียนจึงเป็นวังของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม” ต้นราชสกุลเพ็ญพัฒน์ ผู้ประพันธ์เพลงลาวดำเนินเกวียน


ซึ่งพื้นที่ใกล้เคียงนี้ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ” โปรดให้สร้าง “วังจักรพงษ์” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๔๕๓ เพื่อประทานให้เป็นวังที่ประทับของ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์” ตลอดจนใช้เป็นที่ประทับพักผ่อนรับรองพระอาคันตุกะและท่าเรือส่วนพระองค์ นอกเหนือจากวังปารุสกวัน ทุกวันนี้ยังใช้เป็นที่อยู่ของทายาท


บริเวณท่าเตียนในอดีตที่ต่อเนื่องกับวัดพระเชตุพนฯ เคยเป็นอู่เก็บเรือเก่าของพระสังฆราชหรือพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ และนอกจากจะเป็นที่ประทับของเจ้านายแล้ว ยังมีบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และบ้านเรือนราษฎรปลูกสร้างอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นแหล่งตลาดการค้าที่เรียกว่า ตลาดท้ายสนม หรือ ตลาดท้ายวัง ซึ่งเป็นย่านการค้าของคนจีนมาแต่โบราณ บริเวณนี้มีศาลเจ้าเก่าแก่ตั้งอยู่ ๓ ศาล เป็นศาลของชาวแต้จิ๋ว ชาวไหหลำ และชาวกวางตุ้ง นับเป็นแหล่งชุมชนใหญ่ชุมชนหนึ่ง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ท่าเตียนเป็นแหล่งค้าส่ง เป็นพ่อค้าคนกลางรับสินค้ามาจากผู้ผลิตแล้วนำไปขายให้กับพ่อค้าปลีกอีกต่อหนึ่ง ตึกแถวในบริเวณดังกล่าวจึงเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นทำเลค้าขายที่ดี ต่อเนื่องมาจนถึงตึกแถวที่บริเวณท่าช้างและถนนหน้าพระลานที่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน ตึกแถวดังกล่าวนี้น่าจะสร้างขึ้นมาในราวครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตึกแถวที่เจ้านายสมัยก่อนนิยมสร้างขึ้นเพื่อเก็บผลประโยชน์ ปัจจุบันให้เอกชนเช่าอยู่อาศัยและทำการค้าในความรับผิดชอบของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา-กษัตริย์


วังหน้าพระลานและกลุ่มวังของวังหน้า

“วังหน้าพระลานวังตะวันตก” ตั้งอยู่ใกล้ประตูท่าพระหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วังท่าพระ” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทาน “สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุน

กระษัตรานุชิต” หรือเจ้าฟ้าเหม็น พระราชนัดดาที่ประสูติแต่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชทานให้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เป็นที่ประทับของพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณอยู่จนสิ้นพระชนม์ ต่อมาพระราชทานให้ “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชุมสาย” จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานให้เป็นที่ประทับของ “กรมหมื่นอดุลยลักษณสมบัติ” พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสิ้นพระชนม์จึงพระราชทานให้ “สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์” เสด็จประทับต่อมา สถานที่ตั้งในปัจจุบันคือ “มหาวิทยาลัยศิลปากร”


“วังหน้าพระลานวังกลาง”
“วังหน้าพระลานวังกลาง” หรือที่ทำการกรมศิลปากรภาพจาก “เปิดบ้านศิลปากร”
ท้องพระโรงตำหนักกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) ในปัจจุบัน
ท้องพระโรงตำหนักกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) ในปัจจุบัน

“วังหน้าพระลานวังกลาง” อยู่ริมถนนหน้าพระลานต่อวังท่าพระ โปรดให้สร้างเป็นที่ประทับของ “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอรุโณทัย” ซึ่งเป็น “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ หรือ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ” ตำแหน่งวังหน้าในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อมาจนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานวังกลางให้เป็นที่ประทับ “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์” ต้นราชสกุลอาภรณ์กุล ต่อมาพระราชทานให้เป็นที่ประทับของ “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์” จนสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นตั้งเป็นโรงงานช่างสิบหมู่หรือที่ทำการกรมศิลปากรในปัจจุบัน


“วังหน้าพระลานวังตะวันออก” สร้างพระราชทานเป็นที่ประทับของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอภัยทัต กรมหลวงเทพพลภักดิ์” อยู่จนสิ้นพระชนมายุ ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เป็นที่ประทับของ “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์” อยู่จนสิ้นพระชนม์ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รวมกับวังกลางเพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์


กลุ่มวังของพระบวรราชวังหรือวังหน้า เริ่มจาก “วังริมสนามวังหน้า” ซึ่งกลายเป็นพื้นที่สนามหลวงทางด้านที่ติดกับพระบวรราชวัง “วังที่ ๑” สร้างเป็นที่ประทับของ “พระองค์เจ้าชายลำดวน” พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผู้ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์หลังการสวรรคตของสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ ไม่นานนัก ต่อมาเป็นที่ประทับของ “พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอสุนี กรมหมื่นเสนีเทพ” ต้นราชสกุลอสุนี พระราชโอรสในกรมพระราชวังบวรฯ เช่นกัน สิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการแบ่งที่ดินของวังนี้เป็น ๒ ส่วน ทางริมคลองข้างเหนือเป็นวัง “พระองค์เจ้าชายเริงคนอง (ป๊อก)” ซึ่งย้ายมาจากที่อื่น ข้างใต้เป็นบ้านเรือนเชื้อสายกรมหมื่นเสนีเทพ ซึ่งอยู่ต่อมาจนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วแบ่งที่ตอนริมสะพานสร้างวัง “พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญโรจน์เรืองศรี กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ” ต้นราชสกุลจรูญโรจน์ พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จนรื้อเพื่อทำสนามหลวงและถนนราชดำเนินในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


วังหน้าพระลานปัจจุบัน
วังหน้าพระลานปัจจุบัน

“วังที่ ๒” สร้างเป็นที่ประทับของ “พระองค์เจ้าอินทปัต” พระราชโอรสของกรมพระราชวังบวรมหา-

สุรสิงหนาท ผู้ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์เช่นเดียวกับพระองค์เจ้าชายลำดวน ต่อมาเป็นที่ประทับของ “พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสังกะทัต กรมขุนนรานุชิต” ต้นราชสกุลสังขทัต อยู่มาจนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตระกูลเชื้อสายอยู่ต่อจนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงแบ่งที่ดินวังนี้เป็นสองส่วนคือทางริมคลองยังอยู่ต่อมา ส่วนทางริมสนามหลวงแบ่งให้เป็นวัง “พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านันทวัน” พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จอยู่จนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้ว “กรมหมื่นชาญชัยบวรยศ” ประทับต่อมา จนรื้อเพื่อทำพื้นที่สนามหลวง


“วังที่ ๓” สร้างให้เป็นที่ประทับของ “พระองค์เจ้าช้าง” ต่อมาเป็นที่ประทับของ “พระองค์เจ้าบัว” ในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่ว่างอยู่นาน จนในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นที่ประทับของ “พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุธารส” ต้นราชสกุลสุธารส พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จนสิ้นพระชนม์

ในกลุ่มพื้นที่พระบวรราชวัง เมื่อ “กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ” ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทิวงคตเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลังเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและมีการดึงเอากงสุลชาวต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องต่อความขัดแย้งนี้จนทำให้เกิด “วิกฤตการณ์วังหน้า” พ.ศ. ๒๔๑๗ ซึ่งทำให้มีความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเมืองในราชสำนักจากทางวังหลวงโดยเฉพาะต่อการสืบราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้าหรือพระมหาอุปราชตั้งแต่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคตและสถาปนาตำแหน่งมงกุฎราชกุมารขึ้นแทน


พื้นที่พระบวรราชวังก็ถูกทิ้งร้างไปมากเพราะเจ้านายในสายพระบวรราชวังลดน้อยลงมากรวมถึงบริเวณวังเจ้านายที่อยู่ภายนอกถูกรื้อเพื่อเวนคืนทำถนนและสถานที่อื่นๆ ตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา จนกระทั่งมีการนำพระที่นั่งองค์ต่างๆ มาทำเป็นอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่จัดตั้งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถานศึกษาที่เริ่มใช้พื้นที่พระบวรราชวังในสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงเรียนช่างศิลป์ โรงเรียนสังคีตศิลป์ โรงเรียนนาฏศิลป์ หรือสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ในปัจจุบัน


บทความที่เกี่ยวข้องกัน

•  เมืองชั้นในและสองฝั่งคลองบางลำพู-โอ่งอ่าง : กำแพงเมือง ป้อม สะพาน และย่านวังหน้า (๖) - โปรดติดตาม

Comments

Rated 0 out of 5 stars.
No ratings yet

Add a rating
bottom of page