บางกอกบนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ : จากเมืองชาวสวนสู่กรุงธนบุรี (๑)
Updated: Oct 13
ชุดบทความประวัติศาสตร์สังคมย่านเก่ากรุงเทพฯ

สภาพภูมิศาสตร์ : การตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำหรือ Delta คือแผ่นดินที่ราบต่ำซึ่งกำเนิดที่ปากแม่น้ำทั้งใหญ่หรือเล็ก บริเวณปลายสุดของลำน้ำก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเล จึงเป็นบริเวณที่มีการสะสมของโคลนตะกอนเกิดเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ ลักษณะทางกายภาพเป็นรูปพัดเพราะมีลำน้ำสาขาของลำน้ำใหญ่แผ่กระจาย และกลายเป็นพื้นที่ซึ่งแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกตั้งอยู่แทบทุกแห่ง
ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำสำคัญ ๆ มักเป็นที่ตั้งของบ้านเมืองสำคัญและมีพัฒนาการคล้ายคลึงและร่วมสมัยกับบ้านเมืองในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงในเวียดนามตอนเหนือ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดีในเมียนมา
สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา [Chao Phraya Delta] เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญ แต่การใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวอย่างมากมายเช่นนี้ก็เกิดขึ้นเพียงกว่า ๑๕๐ ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ควบคู่ไปกับการปรับปรุงคูคลองเพื่อการชลประทานต่าง ๆ พื้นที่ภายในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยานี้กลายเป็นพื้นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่แห่งแรก ๆ ในโลกที่สามารถผลิตข้าวเพื่อการส่งออกได้
แต่ก่อนหน้านั้น มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มาตั้งแต่ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แม้จะมีหลักฐานว่ามีการอยู่อาศัยอยู่น้อยเต็มที จนกระทั่งเริ่มมีการสร้างบ้านเมืองที่มีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณชุมทางน้ำสำคัญที่กรุงศรีอยุธยาในลักษณะของการเป็นสังคมแบบลุ่มน้ำ [Riverine Society] ซึ่งใช้พื้นที่สูงบริเวณริมแม่น้ำสำหรับการตั้งบ้านเรือนถิ่นฐาน และใช้การคมนาคมทางน้ำสำหรับการเดินทางติดต่อ และเพาะปลูกโดยคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่หนีน้ำสูงเร็วในพื้นที่ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์เพราะตะกอนน้ำพัดพาในช่วงหน้าน้ำ ที่น้ำหลากท่วมในดินดอนสามเหลี่ยมนี้เป็นเวลาหลายเดือน
การตั้งถิ่นฐานบริเวณลำน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ในทางสังคมและวัฒนธรรมอาจแบ่งพื้นที่ตามลักษณะภูมิประเทศและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมได้ราว ๔ กลุ่ม แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นลำน้ำใหญ่สายเดียวที่มีคลองแยกหรือบางต่าง ๆ อันเป็นที่ตั้งของชุมชน และแควน้ำอ้อมอีกหลายแห่งซึ่งเห็นพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมร่วมกันอย่างชัดเจน และทั้งหมดมีสภาพทางนิเวศที่เป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ได้รับอิทธิพลของการเป็นพื้นที่ติดต่อกับฝั่งทะเลอย่างชัดเจน และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม แม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำสาขาตั้งแต่อยุธยาเป็นต้นมาก็ได้รับผลกระทบที่คล้ายคลึงกันแม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันก็ตาม ทั้ง ๔ กลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางสภาพแวดล้อมและทางวัฒนธรรม อาจกล่าวได้ว่ามีเอกลักษณ์ของตนเอง ได้แก่
• ปากน้ำ เป็นบริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยาติดต่อกับชายทะเล มีป่าชายเลน [Mangrove] ที่เอื้อให้เกิดแหล่งอาหารตามธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีทั้งประมงชายฝั่งและการเพาะปลูก พื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการชลประทานเพาะปลูกและเป็นเขตที่ผลิตอาหารสำคัญแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงกลายเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม กลุ่มชาติพันธุ์ที่แม้มีความหลากหลาย แต่ก็กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนอยู่มาก

• ธนบุรีต่อเนื่องกับนนทบุรี เพราะเป็นเขตชาวสวนเหมือนกัน พื้นที่นี้เป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่เก่าที่สุดของประเทศ แต่ปัจจุบันพื้นที่กลายเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ ทั้งสวนผัก สวนผลไม้เปลี่ยนสภาพไปหมดแล้ว ทั้งที่เป็นพื้นที่เหมาะแก่การทำสวนเพราะเป็นเขตน้ำกร่อยกึ่งน้ำจืดและน้ำเค็ม และมีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์อีกเช่นกัน
• ที่ลุ่มปทุมธานี กลุ่มนี้ต่อเนื่องกับนนทบุรีบางส่วนเป็นพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่เช่นกัน ขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบจากการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากและบางส่วนกลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยใหม่ของคนเมือง ในบางพื้นที่ก็มีความต่างทางวัฒนธรรมอยู่สูงแม้จะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน คือ คนเชื้อสายมอญ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมทำให้มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน
• ที่ลุ่มอยุธยา คือพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ ทั้งมีจุดกำเนิดในสมัยอยุธยาในการเกิดเป็นรัฐที่มีรากฐานจากการพาณิชย์นาวี การเป็นเมืองท่าภายในและมีพื้นที่ปลูกข้าวอันกว้างใหญ่ไพศาลจนถึงปัจจุบันมีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายและน่าสนใจมาก แต่กลายเป็นพื้นที่ในเขตอุตสาหกรรมที่มีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากตั้งอยู่ และระบบการชลประทานที่มีเครือข่ายซับซ้อนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการผลิตของผู้คนในเขตนี้อย่างชัดเจน
สังคมของมนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้จึงเป็นสังคมลุ่มแม่น้ำเพราะบ้านเมืองและชุมชนต่างตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองทั้งสิ้น บริเวณที่ดอนริมลำน้ำก็มักถูกเลือกเป็นที่ตั้งของชุมชน การคมนาคม การทำมาหากินจึงต้องอาศัยทางน้ำเป็นหลัก ชุมชนในยุคแรก ๆ จึงตั้งอยู่ในบริเวณเส้นทางทางน้ำที่สำคัญ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอไว้ว่า พัฒนาการของบ้านเมืองและสังคมมนุษย์ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยามีอยู่ด้วยกัน ๓ สมัยเวลา คือ “สมัยโลหะตอนปลาย” “สมัยทวารวดี-ลพบุรี” และ “สมัยอยุธยา-กรุงเทพฯ”
โดยการเติบโตของสังคมลุ่มแม่น้ำที่ชัดเจนและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดเจนในช่วงเวลาที่ “กรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ เป็นราชธานีและศูนย์กลางของประเทศ”
การตั้งถิ่นฐานก่อนสมัยการเกิดขึ้นของกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมีหลักฐานของการอยู่อาศัยไม่มากนัก และส่วนใหญ่มักนิยมตั้งชุมชนบ้านเมืองในพื้นที่บริเวณขอบด้านตะวันตกและตะวันออกของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นที่ราบติดแนวเทือกเขาซึ่งเป็นที่สูง เป็นพื้นที่ซึ่งกระแสน้ำได้ไหลพัดพาเอาตะกอนมาทับถมในบริเวณดังกล่าวและเป็นแหล่งต้นแม่น้ำใหญ่หลายแห่ง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นบริเวณที่เรียกว่า “ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเก่า” [Old Delta] นั่นเอง การตั้งถิ่นฐานของชุมชนบ้านเมืองก็มักตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำเก่าในเขตภายใน และมีการติดต่อค้าขายกับบ้านเมืองโพ้นทะเลในระยะเวลานี้แล้ว

ในขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำใหม่ [New Delta] พื้นที่ปรับเปลี่ยนจากที่ลุ่มชุ่มน้ำเป็นที่ดอนมากขึ้น ความสำคัญของแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มเห็นได้ชัดเจน มีการตั้งชุมชนอยู่ริมลำน้ำและศูนย์กลางที่ชุมทางน้ำสำคัญ เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม กำหนดรูปแบบการอยู่อาศัยและดำรงชีวิตปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสังคมวัฒนธรรมโดยการเรียนรู้เพื่อให้เข้ากับธรรมชาติ และตั้งแต่ในสมัยอยุธยาตอนกลางเป็นต้นมาจนถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์ อยู่ในช่วงเวลาราวสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ มาจนถึงราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
นักเดินทางชาวตะวันตกหลายต่อหลายคนต่างบันทึกความทรงจำไว้เป็นเสียงเดียวกันว่า มีชุมชนบริเวณริมสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเรือกสวน ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผลไม้ที่สำคัญ โดยเฉพาะจากสวนฝั่งธนบุรีเมืองบางกอกจนถึงเมืองนนทบุรี ส่วนพื้นที่ภายในห่างจากริมฝั่งแม่น้ำก็ใช้สำหรับปลูกข้าว การเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในยุคต่อมา เป็นผลมาจากการขยายตัวของการปลูกข้าวและการค้าข้าว เศรษฐกิจการค้าแบบเสรีที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อการส่งออกที่เน้นหนักตั้งแต่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้มีการปรับเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีการขุดคูคลองเพิ่มขึ้นเพื่อการชลประทานเพาะปลูกข้าวและการขนส่งเดินทาง โดยเหตุผลมากกว่าเพื่อการยุทธศาสตร์อย่างแต่ก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเริ่มเข้าสู่ยุคของการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติที่เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ การคมนาคมและการสร้างถนนหนทางกลายเป็นปัจจัยพื้นฐาน [Infrastructure] ของประเทศ จึงมีการระดมสร้างถนนจนละเลยคูคลองที่เคยใช้งาน
ประกอบกับระบบชลประทานที่เป็นโครงข่ายราวใยแมงมุมของคลองส่งน้ำสายต่าง ๆ สร้างเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งสภาพแวดล้อมของพื้นที่ยังคงเป็นแบบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั่วไป ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มและมีระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อถึงหน้าฝน ปริมาณน้ำจำนวนมากยังคงมีอยู่ การปลูกบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของการอยู่อาศัย และการแก้ปัญหาในเรื่องระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งแหล่งอุตสาหกรรมที่ไม่มีระบบป้องกันน้ำเสียแก่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ในปัจจุบันสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยายังต้องเผชิญปัญหาในระดับโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ยังไม่สามารถเห็นความพยายามยกระดับปัญหาโดยภาพรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายฝั่งทะเลและชุมชนในเขตใกล้ปากแม่น้ำกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ต้องพบกับวิกฤตเรื่องการจัดการน้ำเป็นเวลานาน และปัจจุบันมีแต่จะ
ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

เมืองบางกอกและกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร
ตั้งแต่เริ่มมีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนนั้น ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เรียกกันว่า “เมืองบางกอก” ซึ่งก็คือแผ่นดินทางฝั่งธนบุรีในทุกวันนี้
ครั้งรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ราว พ.ศ. ๒๐๗๗-๒๐๘๙) มีการขุดคลองลัดบางกอก จากปากคลองบางกอกใหญ่ถึงปากคลองบางกอกน้อย จนคลองลัดบางกอกกลายสภาพเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาในทุกวันนี้ ส่วนเส้นทางของแม่น้ำเดิมกลับคับแคบลงกลายเป็นลำคลองที่เรียกว่า “คลองบางกอกใหญ่” และ “คลองบางกอกน้อย”

หากใช้หลักฐานจากโคลงกำสรวลสมุทร ซึ่งน่าจะแต่งขึ้นก่อนรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช จะทำให้เห็นสภาพแวดล้อมบริเวณนี้ว่า แต่เดิมมีการตั้งถิ่นฐานแล้วตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รวมทั้งย่านต่าง ๆ มีผู้คนอยู่อาศัยหนาแน่นทั้งเป็นชาวนา ชาวประมงและมีการทำสวนปลูกผลไม้ชนิดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
มีหลักฐานว่าในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ราว พ.ศ. ๒๐๙๒-๒๑๐๖) มีการยกฐานะเมืองบางกอกเป็น “เมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร” ทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านให้กับกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่เมื่อราว พ.ศ. ๒๑๐๐ โดยเรียกเก็บภาษีปากเรือจากเรือสินค้าที่เข้าไปค้าขายยังกรุงศรีอยุธยา ผู้คนอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองฝั่ง ทางตอนใต้และบริเวณภายในเป็นท้องทุ่งและเรือกสวนไร่นา สันนิษฐานโดยข้อมูลหลักฐานว่า เมืองบางกอกหรือเมืองธนบุรีฯ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นเมืองที่ใช้พื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ แต่ความเป็นเมืองธนบุรีนั้น ดูจะเป็นชื่อที่เป็นทางการที่ปรากฏหลักฐานเอกสารของทางราชการ แต่ชื่อที่ชาวบ้านทั่วไปกลับนิยมเรียกว่า “บางกอก” โดยเฉพาะคนต่างชาติจากภายนอกก็ยังใช้คำว่าบางกอกสืบมา แม้ว่าในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ จะมีการย้ายเมืองมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำและเรียกเมืองใหม่ว่า “กรุงเทพฯ” ก็ตาม
ผู้รู้ทั่วไปสรุปความหมายของคำว่า บางกอก เป็นสองอย่าง อย่างแรกเชื่อว่า “บางกอก” หมายถึงย่านที่มีต้นมะกอกอยู่หนาแน่น เช่นเดียวกับคำว่าบางลำพูเพราะมีต้นลำพูขึ้นอยู่มากมาย แต่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “บางเกาะ” เพราะมีลักษณะที่เป็นเกาะ และในเอกสารที่ฝรั่งบันทึกไว้แต่สมัยอยุธยาก็มีคำเรียกว่า “บางเกาะ” ในที่นี้คล้อยตามความหมายอย่างหลังคือ “บางกอก” เพี้ยนมาจากคำว่า “บางเกาะ” อันเนื่องจากมีเกาะที่เกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดแม่น้ำอ้อมและคลองเชื่อมต่อแม่น้ำอ้อม ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชมาถึงสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เพราะถ้าหากว่าบริเวณนี้เรียกว่าบางกอกอันมีต้นมะกอกน้ำขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นนั้น ต้องมีการชี้ให้เห็นว่า ต้นมะกอกน้ำชอบและเติบโตได้ดีในพื้นที่ “ดินลักจืดลักเค็ม” ที่ต่อเนื่องมาจากป่าชายเลน
แต่ที่สำคัญก็คือ เอกสารโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ คือ “กำสรวลสมุทร” ที่เขียนขึ้นน่าจะก่อนสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช และสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นไม่ปรากฏชื่อบางกอกแม้แต่น้อย หากกล่าวถึงตำบลเก่า ๆ เช่น บางระมาด บางฉนังฯลฯ เพราะครั้งพุทธศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ยังไม่มีการขุดคลองลัดและคลองเชื่อมจนเป็นเกาะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บทโคลงในกำสรวลสมุทรบรรยายให้เห็นว่า บริเวณ “ตำบลฉมังราย” ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมาเรียกว่า “สมอราย” คือตั้งแต่วัดราชาธิวาสลงมานั้น เป็นย่านชุมชนชาวประมงที่ยังมีการจับปลากันอยู่ แต่พอลำน้ำเจ้าพระยาไหลวกไปทางตะวันตกเกิดเป็นแม่น้ำอ้อม พื้นที่ทั้งสองฝั่งน้ำเช่นที่ตำบลบางระมาดเป็นแหล่งบ้านเรือนและเรือกสวนของผู้คนที่เป็นชาวสวนอยู่แล้ว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าก่อนที่จะเกิด “เมืองธนบุรี” หรือ “บางเกาะ” บริเวณนี้เป็นชุมชนชาวสวนอยู่แล้ว และมีชุมชนในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ขึ้นไปสนับสนุนหลายแห่ง เช่น บริเวณริมคลองแม่น้ำอ้อมบางกรวยในเขตตำบลตลิ่งชัน มีพระปรางค์ที่วัดปรางค์หลวงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์พยาน พระปรางค์องค์นี้น่าจะมีอายุอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับพระปรางค์วัดระฆังโฆสิตาราม ที่ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ของกรุงรัตนโกสินทร์
ถ้าเมืองธนบุรีหรือบางกอกเป็นชุมชนของคนทำสวน ก็ทำให้ตั้งคำถามได้ว่า คนชาวสวนนี้มาจากไหน ในกำสรวลสมุทรกล่าวถึงชาวสวนที่เป็น “คนลาว” แต่ก็คงไม่ได้เป็นคนลาวทั้งหมด เพราะประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่การเป็นคนชาวสวนนี้สัมพันธ์กับการทำสวนแบบยกร่องเป็นขนัด มีร่องน้ำและลำประโดง รูปแบบและวิธีการจัดการน้ำเช่นนี้ไม่พบในพื้นที่ภาคอื่น เช่น บริเวณภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือแต่อย่างใด แต่กลับเป็นรูปแบบและลักษณะการทำสวนแบบผู้คนในมณฑลกวางตุ้ง กวางสี ทางตอนใต้ของประเทศจีน ฉะนั้น คนที่เป็นชาวสวนในช่วงเวลาพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ขึ้นไปนั้น น่าจะมีความสัมพันธ์กับผู้คนทางตอนใต้ของประเทศจีนไม่ใช่น้อย คงได้มีการเคลื่อนย้ายของผู้คนทางตอนใต้ของประเทศจีนเหล่านี้ เข้ามาตั้งถิ่นฐานตามปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง โดยยึดพื้นที่ตามป่า
ชายเลนและบริเวณที่ลุ่มต่ำของแม่น้ำตอนใกล้กับปากอ่าว เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในการประมง
รวมทั้งการค้าขายกับผู้คนที่อยู่ภายในกับที่มาจากภายนอกทางโพ้นทะเล หลักฐานด้านเอกสารสำคัญ (พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์) ที่สะท้อนให้เห็น คือ “ตำนานท้าวอู่ทอง” ที่ชาวยุโรปในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๓ บันทึกไว้ว่าเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมที่มาจากเมืองจีนเข้ามาตั้ง
หลักแหล่งบ้านเมืองตามเขตชายทะเล ตั้งแต่ปัตตานี นครศรีธรรมราชมาจนถึงเพชรบุรี ทำให้เกิดความเชื่อในเรื่องการสร้างบ้านแปงเมืองของท้าวอู่ทองไปทั่วบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คนกลุ่มใหม่ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาดังกล่าวนี้ คงได้นำเอาความรู้เรื่องการทำสวนผลไม้มาปรับใช้ในพื้นที่ลักจืดลักเค็ม อันเป็นที่ดอนของบริเวณแม่น้ำอ้อม ที่อยู่พ้นเขตป่าชายเลนขึ้นมา จึงทำให้เกิดย่านชุมชนบ้านเมืองของคนชาวสวนขึ้น
การเกิดของ “กรุงเทพฯ” อันเป็นเมืองราชธานีของสยามประเทศในขณะนี้มีความสัมพันธ์กับ
“กรุงธนบุรี” อย่างแยกกันไม่ออก เพราะกำเนิดมาจากการเป็นเมืองสองฝั่งลำน้ำเจ้าพระยาที่เป็นคลองขุดลัดแม่น้ำอ้อมด้วยกัน

พื้นฐานของคนบางเกาะหรือบางกอกก็คือ “ชาวสวน” ที่เกิดจากผู้คนรุ่นใหม่ที่มาจากถิ่นฐานทางตอนใต้ของประเทศจีน นำเอาความรู้ในเรื่องการทำสวนผลไม้เข้ามาปรับใช้ให้เข้ากับภูมินิเวศในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

เนื่องจากเมืองธนบุรีเป็นเมืองหน้าด่านมีชัยภูมิที่ดีและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อีกทั้งยังตั้งอยู่บริเวณโค้งของแม่น้ำ สมเด็จพระนารายณ์ฯ (พ.ศ. ๒๒๐๑-๒๒๓๑) โปรดให้วิศวกรชาวฝรั่งเศสสร้างป้อมสำหรับทั้งสองฝั่งน้ำเพื่อรับศึกทางทะเลที่อาจมีปัญหากับกองเรือของชาวดัตช์หรือฮอลันดา เรียกว่า “ป้อมวิชา-เยนทร์” ต่อมาป้อมทางตะวันออกถูกรื้อไปในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาคงเหลือแต่ป้อมทางฝั่งตะวันตกแต่เพียงป้อมเดียว ปัจจุบันคือ “ป้อมวิไชยประสิทธิ์” เหนือปากคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง ในบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๓ โปรดเกล้าฯ ให้ขยายเมืองไปทางทิศเหนือจนจรดคลองบางกอกน้อย พร้อมกับสร้างกำแพงเมืองตามแนวคลองขุดใหม่ซึ่งเป็นคลองคูเมือง มีชื่อเรียกเป็นตอน ๆ เช่น คลองบ้านขมิ้น คลองบ้านช่างหล่อ คลองบ้านหม้อ คลองวัดท้ายตลาด ส่วนทางทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาขยายไปจนจรดคลองคูเมืองที่ขุดขึ้นใหม่ แล้วสร้างกำแพงเมืองตามแนวคลองคูเมือง ดังปรากฏจากการขุดค้นทางโบราณคดี

ทางฝั่งธนบุรีฟากตะวันตกให้ขุดที่สวนเดิมเปลี่ยนเป็นท้องนานอกคูเมืองทั้ง ๒ ฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเรียกว่า “ทะเลตม” ไว้เป็นที่สำหรับทำนาใกล้พระนคร แม่น้ำเจ้าพระยาจึงตัดผ่านกลางเมือง พื้นที่ในกำแพงเมืองฝั่งตะวันตกเริ่มตั้งแต่เขตเมืองธนบุรีเดิม ริมคลองบางกอกใหญ่ไปจนถึงบริเวณหลังวัดบางหว้าน้อย (วัดอินทาราม) ริมคลองบางกอกน้อย ภายในกำแพงเมืองธนบุรีเป็นที่ตั้งของพระราชวังกรุงธนบุรี
ครั้งเป็นกรุงธนบุรีนั้น ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันตกที่เป็นเกาะบางกอก เป็นสังคมชาวสวน ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลองและเรือกสวน รวมทั้งพระราชวัง วังเจ้านายและบ้านเรือนขุนนาง และวัดสำคัญ
นอกจากชาวสวนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อันมีทั้งชาวจีน ชาวลาว ชาวมอญ และอื่น ๆ แล้วก็น่าจะเป็น
กลุ่มชุมชนมุสลิมที่มีรากเหง้ามาจากชุมชนมุสลิมจากกรุงศรีอยุธยามาแต่เดิมอยู่อาศัยอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะชุมชนบริเวณริมคลองบางกอกใหญ่และบางกอกน้อย ซึ่งรู้จักผู้คนกลุ่มนี้ในนามแขกเทศหรือ
แขกแพ นอกเหนือไปจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัยยังมีมัสยิดและกูโบร์ที่เป็นเสมือนเสาหลักของความเป็นชุมชนมุสลิมซึ่งสะท้อนถึงตระกูลและเผ่าพงศ์ที่มาที่ไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี
ผู้นำในชุมชนทางฝั่งธนบุรีส่วนใหญ่เป็นขุนนางข้าราชการราชสำนักในระดับสูง ชั้นเจ้าพระยา เช่น เจ้าพระยาจักรี (หมุด) เจ้าพระยาราชวังสันเสนีย์ (มะหมูด) ขุนนางในสมัยกรุงธนบุรี ชั้นพระยา เช่น พระยาราชบังสันท่านต่าง ๆ พระยาจุฬาราชมนตรี ฝ่ายหญิงก็เป็นพระสนมหลายท่านรวมทั้ง “เจ้าจอมมารดาเรียม” หรือ “สมเด็จพระศรีสุลาไลย” พระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งขุนนางในระดับทั่วไป เช่น ขุนและหลวงอีกมากมาย
ชุมชนมุสลิมที่ฝั่งธนบุรีจึงเป็นชาวสยามที่นับถือศาสนาอิสลามที่มีรากเหง้าสืบเชื้อสายมาจากขุนนางเดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียเป็นส่วนใหญ่
ส่วนทางฝั่งตะวันออกภายในเขตคลองเมืองที่ปัจจุบันเป็นคลองเมืองชั้นในของเมืองกรุงเทพฯ ที่เรียกกันต่อมาว่า “คลองโรงไหม” ขุดคลองแล้วนำดินพูนเป็นเชิงเทิน ปักแนวไม้ทองหลางทั้งต้นเป็นรั้วกำแพง ภายในเมืองแม้จะมีวัดโบราณมาแต่สมัยอยุธยา เช่น วัดโพธิ์ วัดสลัก วัดกลางทุ่งหรือวัดตองปุ พื้นที่เป็นท้องทุ่งและสวนมีชุมชนหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยโดยเฉพาะคนจีนและคนมอญ และยังมีหลักฐานปรากฏว่า “วัดโพธิ์” หรือ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” ในปัจจุบันนี้เป็นวัดสำคัญในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อพิจารณาจากแผนที่เก่าที่ชาวพม่าทำไว้ แผนที่ดังกล่าวอาจารย์สุเนตร
ชุตินธรานนท์ ได้รับมาจากผู้คัดลอกมาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง และมีจัดแสดงภาพจำลองไว้ในพิพิธภัณฑ์วังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ภายในกองทัพเรือด้วย

กรุงธนบุรีเป็นราชธานีเพียง ๑๕ ปี หลังจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธ-ยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงย้ายราชธานีจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ขุดคลองคูเมืองใหม่ สร้างพระบรมมหาราชวังใหม่ เมืองธนบุรีจึงถูกลดความสำคัญลง โดยเฉพาะการเป็นที่พำนักนิวาสสถานของเชื้อพระวงศ์และขุนนาง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบคลองบางหลวง หลังจากนั้นกระทั่งปัจจุบัน เมืองธนบุรีจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ ในที่สุด
บทความที่เกี่ยวข้อง


Comments