พระนครเมื่อสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึงปัจจุบัน (๔)
Updated: 6 minutes ago
ชุดบทความประวัติศาสตร์สังคมย่านเก่ากรุงเทพฯ

กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ และรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อสยามประเทศมีการส่งเชื้อพระวงศ์ บุตรหลานของขุนนางตระกูลต่างๆ รวมถึงผู้ได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาในต่างประเทศโดยเฉพาะในทวีปยุโรป ที่เริ่มเข้มข้นตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา ถือเป็นการสร้างผู้คนกลุ่มใหม่และมีอิทธิพลต่อสังคม โดยเปิดรับ [Change] และปรับปรน [Adjustment] กระแสวัฒนธรรมตะวันตก ทั้งรูปแบบการดำเนินชีวิตและระบบวิธีคิดที่หลั่งไหลเข้าสู่สยามประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองหลวง เช่น กรุงเทพมหานคร อย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๕ กลุ่มผู้ก่อการคือปัญญาชนและนายทหารเกือบร้อยคนที่พยายามให้ประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีความพยายามสังหารประมุขของประเทศด้วย ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกสำหรับการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตั้งแต่เริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ตั้งแต่ยุคแห่งการปฏิรูปการปกครอง การศาสนาและวัฒนธรรมในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องมาจนช่วงเวลาคาบเกี่ยวที่ต่อเนื่องของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เหตุการณ์นี้เริ่มสร้างผลสะเทือนเป็นระลอกคลื่นทางสังคมและการปกครองในสยามอย่างเป็นรูปธรรมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สำเร็จในอีก ๒๐ ปีต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในรัชสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศทั่วโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การขัดผลประโยชน์ระหว่างประเทศในยุโรปทั้งในเรื่องอาณานิคมต่างๆ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๗-๒๔๖๑
เป็นสงครามที่สูญเสียผู้คนไปมากกว่า ๗๐ ล้านคน โดยเฉพาะในทวีปยุโรป มหาอำนาจ เช่น เยอรมนีและรัสเซียกลายเป็นผู้แพ้สงครามและฝ่ายสยามเข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่เป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งนี้ จึงมีผลประโยชน์ในการแก้ไขสัญญาต่างๆ ที่ไทยทำกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี จึงสิ้นสุดลงและพยายามขอเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาฉบับเก่า ซึ่งทำไว้กับอังกฤษ ฝรั่งเศสและชาติอื่นๆ ด้วย แต่ก็ไม่ได้ผลนัก แต่ในที่สุดก็สามารถขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาพเสีย
“สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” โดยต่างชาติอ้างว่ากฎหมายไทยป่าเถื่อนและรังเกียจวิธีการพิจารณาคดีแบบจารีต จึงต้องดำเนินการปรับแก้ไขจัดทำระบบศาลและร่างกฎหมายต่างๆ ให้มีลักษณะเป็นสากล และกว่าชาวต่างชาติ ๑๓ ประเทศ จะยอมยกเลิกโดยมีข้อแม้บางประการได้ก็ราวหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ จบสิ้นไปหลายปีแล้ว คือ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ โดยมีเงื่อนไข เช่น จะยอมยกเลิกอำนาจศาลกงสุลเมื่อไทยมีประมวลกฎหมายครบถ้วนและยอมให้อิสรภาพในการเก็บภาษีอากร ยกเว้นสินค้าบางอย่างที่อังกฤษขอลดหย่อนต่อไปอีก ๑๐ ปี การเจรจานี้ต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งได้อิสรภาพทางอำนาจศาลและการเก็บภาษีอากรทางการค้าต่างๆ คืนกลับมาอย่างสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ รวมตั้งแต่เริ่มเสียสิทธิสภาพ นอกอาณาเขตตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นต้นมา ใช้เวลาแปดสิบกว่าปี
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานวังและที่ดินริมคลองผดุงกรุงเกษมจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า คือ “วังจันทรเกษม” แต่เมื่อเสวยราชสมบัติ โปรดที่จะไปประทับ ณ พระราชวังพญาไท สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักแบบบ้านสวนนอกเมือง เพื่อเสด็จทอดพระเนตรการทำนา ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ แต่ประทับอยู่ไม่นานก็สวรรคต ต่อมาได้ทูลเชิญสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง พระราชมารดา มาประทับที่พระราชวังแห่งนี้ด้วย จนกระทั่งสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งใหม่ และได้รับการสถาปนาวังเป็น “พระราชวังพญาไท” เสด็จฯ มาประทับเป็นประจำจนเริ่มมีพระอาการประชวรในปี พ.ศ. ๒๔๖๘
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะไม่ได้สร้างวังพระราชทานเชื้อพระวงศ์ในสถานที่ต่างๆ มากนัก นอกจากพระอนุชาธิราช สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา คือ “วังศุโขทัย” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ ดังในรัชกาลก่อนๆ แต่ก็มอบหมายให้สถาปนิกนายช่างชาวยุโรป เช่น ชาวอิตาลี เยอรมัน และฝรั่งเศส ซึ่งนอกจากรับราชการในกรมโยธาธิการแล้ว ยังรับออกแบบอาคารให้เอกชนอีกด้วย จึงพบอาคารของเอกชนที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตะวันตก เช่น อาคาร “ร้านยาหมอหวาน” ที่แถบถนนบำรุงเมืองตัดกับถนนตีทอง ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖

รูปแบบสถาปัตยกรรมในรัชสมัยนี้คือการประยุกต์ งานสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีตเข้ากับพื้นที่ใช้สอยแบบอาคารตะวันตก เช่น โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย อาคารต่างๆ ในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม บ้านพระราชทานพร้อมที่ดินแก่ขุนนางคนสนิทอีกหลายแห่งในย่านนางเลิ้งต่างๆ เช่น ทรงพระราชทาน “บ้านบรรทมสินธุ์” หรือบ้านพิษณุโลกให้กับมหาดเล็กส่วนพระองค์ คือ พลตรีพระยา-
อนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) พระราชทาน “บ้านนรสิงห์” หรือทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบันแก่
พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้พี่ พระราชทาน “บ้านมนังคศิลา” แก่พระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล) รวมถึงพระราชทาน “บ้านพิบูลธรรม” เชิงสะพานกษัตริย์ศึก ยศเส แก่เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) ในช่วงราว พ.ศ. ๒๔๕๖ และพระราชทานที่ดินแก่เจ้าพระยาราชศุภมิตร (อ๊อด ศุภมิตร) ราชองครักษ์ประจำรักษาพระองค์ตั้งแต่ครั้งเป็นมกุฎราชกุมาร บริเวณฝั่งตรงข้ามกับวังวรดิศ แถบถนนพะเนียง ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง และนำมาเป็นชื่อของถนนศุภมิตรในปัจจุบัน
พระราชบัญญัติการแพทย์และหมอยาแผนโบราณ
การสาธารณสุขในสยามประเทศปรับเปลี่ยนให้มีระเบียบแบบแผนมากขึ้นตามลำดับ พร้อมๆ กับการเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกทั้งจากการปรับเปลี่ยนและอันเนื่องมาจากอิทธิพลทางการเมืองและการค้าจากประเทศตะวันตก การรักษาพยาบาลเป็นหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตกด้วย การแพทย์ท้องถิ่นและการรักษาโดยยาท้องถิ่นถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนที่สืบทอดกันมาและมักเป็นความรู้ที่อยู่กับวัด มีตำรายาต่างๆ มากมายที่เก็บรักษาไว้ตามวัด หมอสมุนไพรก็มักเป็นพระสงฆ์ตามวัดเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีตระกูลของหมอยาผู้รู้ต่างๆ เก็บรักษาตำรายาและความรู้อยู่ในตระกูลตามบ้านอีกจำนวนมาก การรักษานั้นส่วนใหญ่ควบคู่ไปกับการรักษาแบบจารีตและความเชื่อ จึงดูไม่เป็นสากลแบบสมัยใหม่ตามระบบวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่เป็นกระแสครอบงำโลกยุคสมัยใหม่ [Modernization]
ในรัชกาลนี้จึงเกิด “พระราชบัญญัติการแพทย์พุทธศักราช ๒๔๖๖” โดยเนื้อความว่า การรักษาโรคนั้นเป็น “การประกอบโรคศิลปะ” ที่มีอิทธิพลต่อสวัสดิภาพของประชาชน กรุงสยามยังไม่มีระเบียบบังคับควบคุม ประชาชนยังไม่มีความคุ้มครองจากอันตรายอันอาจจะเกิดจากการประกอบโดยผู้ไร้ความรู้และไม่ได้ฝึกหัด เป็นต้น

ในพระราชบัญญัตินี้กล่าวเฉพาะถึงการปรุงยาเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงการขายยาด้วย ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๒ จึงควบคุมให้สถานขายยา การโฆษณายาต่างๆ ให้อยู่ในการประกอบโรคศิลปะด้วย
ในพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๔๖๖ แบ่งการแพทย์เป็น ๒ แผน คือ แพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนโบราณ โดยแพทย์แผนโบราณแบ่งออกเป็น ๔ สาขา ได้แก่ สาขาเวชกรรมแผนโบราณ เภสัชกรรมแผนโบราณ ผดุงครรภ์แผนโบราณ และสาขานวดแผนโบราณ ดังนั้น ทั้งการปรุงยา และการขาย และโฆษณายาต่างๆ จึงถูกควบคุมด้วยพระราชบัญญัติการแพทย์มาตั้งแต่ครั้งนี้
หมอโบราณใช้ยาหม้อต้ม ยาผง ยาปั้นลูกกลอน บีบนวด และประคบ ยาสมุนไพรแผนโบราณหมอใช้ผสมเป็นยารักษาโรค หมายถึงนำตัวยาที่เป็นพืช สัตว์ และแร่ธาตุ ไปรวมกันแล้วต้มกินน้ำ หรือนำไปบดเป็นผงให้ละเอียดก่อนละลายน้ำดื่มกินและปั้นเป็นลูกกลอนกลืนกิน จะปรุงยาแผนโบราณบรรจุในแคปซูลทำเม็ดเคลือบไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะห้ามไว้ เมื่อมีกฎหมายควบคุม หมอไทยและหมอพื้นบ้านไม่ได้เรียนในระบบและไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะปรุงยาก็กลัวว่าจะมีความผิด ทำให้บางส่วนก็เลิกอาชีพไป ตำรายาหลายขนานก็หายไป
ยุคทองของดนตรีและนาฏศิลป์
ในช่วงเวลานี้เป็นยุคที่นาฏศิลป์ไทยเฟื่องฟู เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว จึงโปรดให้ตั้ง “กรมมหรสพ” ซึ่งรวมเอากรมโขนหลวง กรมปี่พาทย์หลวง กรมช่างมหาดเล็ก และกองเครื่องสายฝรั่งหลวงไว้ด้วยโดยมีที่ทำการอยู่ ณ วังจันทรเกษม ซึ่งเป็นวังพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่พระองค์ครั้งยังเป็นสมเด็จพระบรม
โอรสาธิราช ปัจจุบันคือบริเวณกระทรวงศึกษาธิการ

และยังได้พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่ศิลปินขุนนางข้าราชการที่มียศมีบรรดาศักดิ์โดยเฉพาะการเล่นโขนจึงเรียกกันว่า “โขนบรรดาศักดิ์” ส่วนโขนเอกชนนั้นเรียกว่า “โขนเชลยศักดิ์” ซึ่งคณะโขนเชลยศักดิ์ของเอกชนก็มีหลายคณะ และที่สืบทอดมาถึงปัจจุบันก็คือทางแถบถนนหลานหลวงคือบ้านนราศิลป์ ซึ่งเป็นโต้โผคณะโขนต่างๆ และที่บ้านนายฮวดที่ใกล้กับวัดสิตารามใกล้ถนนดำรงรักษ์ที่มีโขนหลวงในกรมมหรสพเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๖ ออกมาเป็นโขนเชลยศักดิ์ภายนอกด้วย ยุคนี้เกิดคณะละครร้อง ละครนอก ละครชาตรีเพื่อแก้บน และโขนต่างๆ ตลอดจนคณะลิเกกระจายตัวออกไปนอกพระนครกลายเป็นการแสดงมหรสพของชาวบ้านอย่างคึกคักในจังหวัดต่างๆ ของภาคกลางตลอดถึงภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก และยังคงหลงเหลือต่อมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนกรมมหรสพหลวงก็ทำให้เกิดบ้านครูดนตรีหลายแห่งและเจ้านายจากวังต่างๆ ทรงรับเป็นผู้อุปถัมภ์คณะดนตรี เช่น วังของสมเด็จวังบูรพาฯ หรือ “สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช” ที่มี “หลวงประดิษฐไพเราะ” เป็นคนดนตรีประจำ และวังบางขุนพรหมของ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต” ที่มีครูดนตรี เช่น จางวางทั่ว พาทยโกศล นายเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล ฯลฯ และในยุคนี้มีการประชันดนตรีต่างๆ ของวังเจ้านายก็ยิ่งทำให้เกิดความก้าวหน้าเติบโตของเพลงดนตรีไทยในรูปแบบ หรือทางการเล่นต่างๆ สืบส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นยุคทองของดนตรีและนาฏศิลป์การแสดงแบบไทย ที่มีพัฒนาการความก้าวหน้า และมีผู้ทำอาชีพนี้สืบมาอีกเป็นจำนวนมาก

เศรษฐกิจตกต่ำและกระแสความคิดใหม่จากยุโรป
สภาพเศรษฐกิจและสังคมช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและในประเทศภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ จบสิ้นลง ยังสร้างพื้นที่สาธารณะ “สวนลุมพินี” ในที่ดินส่วนพระองค์เพื่อใช้จัดงานแบบงานแสดงสินค้านานาชาติ [World Expo] ซึ่งนิยมจัดกันในยุโรปและประเทศที่เจริญแล้ว ที่จัดเป็นครั้งแรกคืองาน “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” ใน พ.ศ. ๒๔๖๘ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศชาติ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการแนะนำเสริมสร้างให้เกิดบรรยากาศแบบชาตินิยมอย่างชัดเจน และเพื่อแนะนำสินค้าต่างๆ ของสยาม แต่ยังไม่ทันได้จัดพระองค์สวรรคตเสียก่อน ต่อมาจึงทำให้เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อฉลองสิริราชสมบัติครบ ๑๕ ปี
ในช่วงรอยต่อรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ กระแสโลกาภิวัตน์และระบบทุนนิยมเริ่มปรากฏผลชัดเจนจากการเชื่อมโยงประเทศต่างๆ ในโลกนี้เข้าด้วยกัน เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกจากค่าเงินปอนด์ในอังกฤษตกต่ำ และเงินบาทสยามผูกติดกับค่าเงินจากอังกฤษและการค้าการส่งออก เช่น การเพาะปลูกข้าว มีปัญหาจากสภาพอากาศและขาดเทคโนโลยี ทั้งโครงการชลประทานโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาก็ไม่สามารถทำได้ทั้งระบบและมีปัญหาด้านการลงทุน จึงมีการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจ ระบบการคลังที่ต่อเนื่องกับงบประมาณแผ่นดินมาตั้งแต่ครั้งปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ยังเกิดการล้มของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า [Great Depression] การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศจึงใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้จึงมีการ “ดุลย์” ข้าราชการออกจากตำแหน่งจำนวนมาก ตัดลดงบประมาณทุกกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงวังและการทหาร เพิ่มอัตราภาษีอากร อันเนื่องมาจากมาตรการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจการคลังของประเทศ ซึ่งตกต่ำและนำประเทศไปผูกไว้กับระบบทุนของประเทศผู้นำโลกทางด้านทุนนิยม ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ตามมา
ปัญหาการตกต่ำทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เหล่านี้ ทำให้เห็นผลกระทบจากระบบทุนนิยมเข้าครอบงำระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาวะแบบอาณานิคมที่ทำให้ประเทศเจ้าอาณานิคมสามารถดึงทรัพยากรเชื่อมโยงจากประเทศใต้อาณานิคมอื่นๆ เข้าสู่ระบบทุนนิยม และสร้างเศรษฐกิจแบบเสรีแต่ผูกขาดอยู่ที่กลุ่มประเทศในยุโรปได้ทั่วโลก
จึงกลายเป็นปัญหาที่เชื่อมโลกไว้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเดียวกัน ดังนั้นเมื่อทุนนิยมในที่ใดที่หนึ่งสะดุดหรือมีปัญหา ก็จะดึงรั้งให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจให้ล้มไปด้วยกัน ดังเกิดปัญหากับตลาดทุนตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา และการกำหนดค่าเงินจากอังกฤษในยุคนั้นส่งผลกระทบไปสู่ตลาดหรือประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ผูกอยู่กับการค้าเพื่อการส่งออก
ในระยะเวลาเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ต่อเนื่องกับคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จึงมีแนวคิดทางปรัชญาแบบ “ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน” อีกด้านหนึ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้คนที่มีช่องว่างมากขึ้นอันเนื่องมาจากทั้งการกำหนดชนชั้นในสังคม และเศรษฐกิจการค้าแบบทุนนิยม ผู้คนชนชั้นแรงงานในยุโรปอดอยากและยากลำบากในการดำรงชีวิตในช่วงเวลาปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเห็นว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้กำลังแรงงานด้อยคุณภาพลง ในขณะที่คนงานที่ทำงานในโรงงานกลางเมืองก็ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายยิ่งขึ้น
ในทวีปยุโรปมีขบวนการสังคมนิยมเพื่อสถาปนาระเบียบสังคมที่ปราศจากชนชั้น เงิน และรัฐ โดยตั้งอยู่บนการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพรรคสังคมนิยมทั่วยุโรป แม้ว่านโยบายในเวลาต่อมาจะค่อนข้างคล้อยตามกับระบอบทุนนิยมที่กำลังปรับเปลี่ยนตัวเอง
“การปฏิวัติฝรั่งเศส” (พ.ศ. ๒๓๓๒-๒๓๔๒) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองรวมถึงวัฒนธรรมอย่างถึงราก โดยการล้มเลิกระบบการปกครองโดยกษัตริย์และทำให้เกิดสาธารณรัฐฝรั่งเศสอันเป็นผลมาจากความยากแค้นอย่างถึงที่สุดของประชากร ปัญหาหนี้สินของประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการก้าวผ่านเข้ามามีอำนาจของชนชั้นกลางเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับทุกชนชั้น สร้างหลักเสมอภาคและประชาธิปไตย สร้างความเป็นชาตินิยม สร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นต้นแบบให้กับอีกหลายประเทศในระบบสาธารณรัฐในเวลาต่อมา
และต่อมาเมื่อมีการ “การปฏิวัติในรัสเซีย” (พ.ศ. ๒๔๖๐) ที่ล้มเลิกระบอบกษัตริย์ที่เข้มแข็งและทำได้สำเร็จเช่นกัน ทำให้พรรคสังคมนิยมในหลายๆ ประเทศเปลี่ยนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์
ตัวอย่างการปฏิวัติประเทศเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ และต่อเนื่องมาจนถึงการปรับเปลี่ยนจากระบบทุนนิยมประชาธิปไตยมาเป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ ก็เป็นไปได้ทั้งสองประการดังกล่าว
กล่าวได้ว่าอิทธิพลจากการปฏิวัติทั้งสองประเทศดังกล่าว มีผลต่อผู้คนจนถึงรากเหง้าและจิตใจ สร้างความสั่นสะเทือนต่อสังคมโลกในช่วงเวลาอันสับสนด้วยการล่มสลายของระบบระเบียบการปกครองต่างๆ ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งรวมทั้งสังคมสยามที่ส่งคนออกไปศึกษาหาความรู้ในทวีปยุโรปตั้งแต่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมาอีกจำนวนไม่น้อย
ช่วงเวลานั้นตรงกับปลายรัชสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องกับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศและนักคิดปัญญาชนที่พัฒนาตนเองในสังคมที่เปิดกว้างกว่าเดิมมีจำนวนมากขึ้น และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารประเทศไว้เป็นหลักฐานสืบมา
ตัวอย่างของนักคิดนักเขียนสามัญชนในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านทางสังคมสยามสู่ยุคสมัยใหม่คนสำคัญคือ “เทียนวรรณ” ซึ่งเป็นนามปากกาของ “เทียน วัณณาโภ” มีช่วงชีวิตอยู่ในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยตั้งร้านขายของเบ็ดเตล็ดแถววัดมหรรณพาราม หน้าวังกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ช่วงที่อยู่จันทบุรีก็ใช้เวลาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย เมื่อกลับมากรุงเทพฯ จึงรับเป็นที่ปรึกษาของ “หนังสือพิมพ์สยามออบเซอร์เวอร์” ซึ่ง “ก.ศ.ร.กุหลาบ” นักคิดฝ่ายก้าวหน้าและนิยมแนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากทางตะวันตก สามัญชนอีกท่านหนึ่งเป็นบรรณาธิการ พร้อมกับตั้งสำนักงานทนายความชื่อ “ออฟฟิศอรรศนานุกูล” ที่บริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ เป็นทนายความจนมีคดีความซึ่งทำให้เขาถูกขังอยู่ ๑๗ ปี จึงได้รับอิสรภาพในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ หลังจากการปรับปรุงระบบศาลโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ในช่วงเวลานั้นเขาเขียนบทความ บันทึกประจำวัน กาพย์กลอน วิพากษ์ด้านนโยบายการต่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคมของชนชั้นสูง และการศึกษา หลังจากออกจากที่คุมขังแล้วจึงได้ออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์ชื่อ “ตุลวิภาคพจนกิจ” ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๙ และ
“ศิริพจนภาค” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ วิจารณ์สภาพสังคมไทย ระบบสาธารณูปโภคในยุคนั้น ในเวลาเดียวกันก็ยังออกหนังสือเล่มอีกมากมาย
ตัวอย่างของผู้บริหารและขุนนางนักคิดคนสำคัญในยุคนั้น เช่น “พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค)” เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ของบ้านเมืองทั้งผู้ช่วยทูต อุปทูต และอัครข้าราชทูต เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เขียนตำราเศรษฐศาสตร์เรื่อง “ทรัพยศาสตร์” ๓ เล่ม ซึ่งหนังสือเล่ม ๑ และเล่ม ๒ ตีพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ส่วนเล่มสุดท้ายตีพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ แนวคิดที่สำคัญของพระยาสุริยานุวัตร ในด้านการพัฒนาประเทศ คือ ระบบเศรษฐกิจไทยต้องใช้ระบบการผลิตสมัยใหม่ ต้องมีการแบ่งงานกันทำตามความถนัดจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น ส่วนในด้านการผลิตต้องอาศัยปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือ ที่ดิน แรงงาน และทุน ซึ่ง “ทุน” เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่เป็นปัจจัยการผลิตที่ไทยขาดแคลนมากที่สุด
นอกจากขาดแคลนทุนแล้ว ระบบเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม โครงสร้างของกรรมสิทธิ์ในปัจจัยเป็นเหตุให้คนได้รับส่วนแบ่งปันผลของการผลิตต่างกัน ด้วยเหตุนี้พระยาสุริยานุวัตร จึงไม่เห็นด้วยกับระบบการแข่งขัน เพราะจะทำให้ฝ่ายที่แข็งแรงกว่าได้เปรียบและจะเอารัดเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า จึงพยายามสนับสนุนให้มีการร่วมมือกันระหว่างแรงงานกับนายทุน โดยใช้วิธี “การสหกรณ์” กำไรที่ได้จากกิจการสหกรณ์ก็จะนำมาแบ่งปันกันระหว่างเจ้าของทุนและแรงงานและเพื่อป้องกันการเอาเปรียบของผู้ที่แข็งแรงกว่า ซึ่งถือว่าเป็นอุดมคติมากในยุคสมัยดังกล่าว
คณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๒๔๖๘ สภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกและฐานะทางการคลังย่ำแย่จนต้องมีการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เช่น การดุลย์ข้าราชการ จัดเก็บภาษีให้เป็นระบบมากขึ้น มีการสร้างสาธารณูปโภค จัดการบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง สร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าเชื่อมฝั่งกรุงเทพมหานครและฝั่งธนบุรี ขยายเขตเมืองและสร้างถนนย่านเศรษฐกิจใหม่ๆ ในโอกาสฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี สภาพสังคมในเวลานั้นมีความคุกรุ่นอย่างสืบเนื่องมาจากสาเหตุที่ประเทศประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่เมื่อชาวเมืองและชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครเริ่มขยายจำนวนขึ้น และเริ่มแสดงความต้องการสิทธิเพิ่มมากขึ้นจากรัฐบาลที่ปกครองโดยพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางในตระกูลชั้นสูงต่างๆ โดยวิจารณ์ว่ารัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ บ้างถูกจับกุมคุมขัง บ้างถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด และบ้างก็ไม่ได้รับการยอมรับในราชสำนักที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อรัฐบาลที่ปกครองประเทศในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภายหลังพระราชพิธีเนื่องในการฉลองพระนคร ๑๕๐ ปี เสร็จสิ้นจึงเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระราชวังไกลกังวล “คณะราษฎร” ได้ปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตัดสินพระทัยที่จะอยู่ในราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อเสด็จกลับพระนครได้พระราชทานพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยไม่มีการสู้รบจนเสียเลือดเนื้อ และพระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ อันมีสาเหตุมาจากพระบรมราชวินิจฉัยคัดค้านแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนายปรีดี พนมยงค์ และต่อเนื่องด้วยกรณีกบฏบวรเดช พ.ศ. ๒๔๗๖
“คณะราษฎร” ประกอบด้วยกลุ่มบุคคลรุ่นหนุ่มผู้ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและนักเรียนทหารที่ศึกษาและทำงานอยู่ในทวีปยุโรป รวมกลุ่มประชุมกันครั้งแรกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ รวม ๗ คน คือ ประยูร ภมรมนตรี นักเรียนวิชารัฐศาสตร์ ประเทศฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศฝรั่งเศส ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) นักเรียนวิชาทหารปืนใหญ่ ประเทศฝรั่งเศส ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี นักเรียนวิชาทหารม้า ประเทศฝรั่งเศส ตั้ว ลพานุกรม นักเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จรูญ สิงหเสนี ผู้ช่วยราชการสถานทูตสยามในประเทศฝรั่งเศส แนบ พหลโยธิน นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศอังกฤษ
การประชุมพูดคุยใช้เวลาติดต่อกันถึง ๔ คืน ๕ วัน มีมติที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการ “ยึดอำนาจโดยฉับพลัน” พยายามหลีกเลี่ยงการนองเลือด
ที่ประชุมได้ลงมติให้ “ปรีดี พนมยงค์” เป็นหัวหน้า จนกว่าจะหาผู้ที่เหมาะสมกว่าได้ หลังจากการประชุมนั้น เมื่อคณะผู้ก่อการได้กลับมาประเทศสยาม ก็ได้พยายามหาสมาชิกเพื่อเข้าร่วมการก่อการปฏิวัติ โดยได้ติดต่อประชาชนทุกอาชีพ ทั้งพ่อค้า ข้าราชการพลเรือน และทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายทหารระดับสูงที่มีแนวความคิดอย่างเดียวกัน จนได้สมาชิกทั้งสิ้น ๑๑๕ คน แบ่งเป็น
• สายพลเรือน นำโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)
• สายทหารเรือ นำโดย นาวาตรีหลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน)
• สายทหารบกชั้นยศน้อย นำโดย พันตรีหลวงพิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม)
• สายนายทหารชั้นยศสูง นำโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
โดยที่ประชุมคณะราษฎรตกลงกันว่า ในเรื่องของการปฏิวัติตลอดจนสถาปนาความมั่นคง และความปลอดภัยของบรรดาสมาชิกและของประเทศ เป็นหน้าที่ของฝ่ายทหาร ในส่วนของการร่างคำประกาศ ตลอดจนการร่างกฎหมาย และการวางเค้าโครงต่างๆ ของประเทศ เป็นหน้าที่ของฝ่ายพลเรือน ในการประชุมครั้งนั้นกลุ่มผู้ก่อการได้ตั้งปณิธานในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ๖ ประการ ซึ่งต่อมาหลังจากยึดอำนาจได้แล้วก็ประกาศเป้าหมาย ๖ ประการนี้ไว้ในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ ได้แก่
๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล และในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่
๕. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
๖. จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว นับว่า “คณะราษฎร” มีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงในทางการเมืองและสังคมของประเทศไทยเป็นระยะเวลาราว ๑๕ ปีเท่านั้น จนกระทั่งต้องถูกยุติบทบาทอย่างสิ้นเชิงในปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๐ จากการรัฐประหารของคณะนายทหาร ภายใต้การนำของพลโท ผิน ชุณหะวัณ จากรัฐบาลของ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หลังเป็นรัฐบาลต่อจากนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในคณะผู้ปกครอง หลังเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลในปี พ.ศ. ๒๔๘๙
แม้จะมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ นายควง อภัยวงศ์ แต่ก็อยู่ในตำแหน่งในระยะเวลาอันสั้น จากนั้นได้ให้ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากยุติบทบาททางการเมืองไปแล้วในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ และถึงแม้จะเคยเป็นสมาชิกคณะราษฎรก็ตาม แต่สมาชิกและบุคคลร่วมคณะในรัฐบาลก็มิได้เป็นสมาชิกคณะราษฎรที่เคยร่วมก่อการเลย
การทำรัฐประหารครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นการล้มล้างอำนาจทางการเมืองของคณะราษฎรไปเสียจนหมดสิ้น รวมทั้งความพยายามปฏิรูปทั้งทางกฎหมาย การตั้งศาลปกครอง ความเป็นอยู่ของชาวนาและเกษตรกรผ่านระบบสหกรณ์ การจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม การสร้างรัฐสวัสดิการ การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น การอุดหนุนการศึกษาและอื่นๆ อันอยู่ในปณิธานทั้ง ๖ ข้อของคณะราษฎรก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้นำมาปฏิบัติให้เป็นจริงอีกเลยตลอดช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งและการรัฐประหารและกบฏ อย่างต่อเนื่องต่อมานานนับหลายสิบปี
จากยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
จากนั้นจึงเป็นยุคสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างยาวนาน นับแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นโยบายที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญคือ “การสร้างชาติ” ที่เป็น “ลัทธิชาตินิยม” เปลี่ยนแปลงโดยการบังคับให้คนไทยปฏิบัติตามประเพณีและวัฒนธรรมที่ถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐเรียกว่า “รัฐนิยม” เพื่อตอบสนองความคิดเรื่อง “ความทันสมัย” เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตนให้นุ่งกางเกงขายาว หญิงชายให้ใส่หมวก เลิกเคี้ยวหมาก ยกเลิกบรรดาศักดิ์ และยศข้าราชการพลเรือน จัดระเบียบการละเล่นและนาฏศิลป์โดยการขึ้นทะเบียนศิลปิน สร้างละครและเพลงปลุกใจ เพลงรักชาติ จัดระเบียบการเขียนภาษาไทยใหม่ และเปลี่ยนชื่อประเทศ “สยาม” เป็น “ไทย” ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒
เมื่อประเทศผ่านพ้นเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ จอมพล ป. พิบูลสงครามตกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็กลับมาอีกครั้งหลังจากเกิดรัฐประหารใน พ.ศ. ๒๔๙๐ จากการรัฐประหารของคณะนายทหารโดยการนำของพลโท ผิน ชุณหะวัณ และสืบเนื่องอำนาจต่อมาอีกกว่า ๙ ปี จนถึงเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งที่กล่าวกันว่าสกปรกมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๙ นับจากเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา และเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งถือเป็นช่วงการฉลองกึ่งพุทธกาล และจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประเทศไทยคือ ๘ สมัย เวลาทั้งสิ้น ๑๔ ปี ๑๑ เดือน ๑๘ วัน ประกาศจะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้บริสุทธิ์ถวายเป็น “พุทธบูชา” ในวาระดังกล่าว แต่กลายเป็นว่ามีการข่มขู่สารพัดจากบรรดานักเลง อันธพาล ที่ทางรัฐบาลเรียกว่า “ผู้กว้างขวาง” และสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ที่ตั้งขึ้นมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เพื่อรองรับพรรคของนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ กล่าวกันว่ามีการใช้คนฝ่ายรัฐบาลเวียนเทียนกันลงคะแนน การยัดบัตรลงคะแนนเถื่อน แอบเปลี่ยนหีบเลือกตั้งในที่ลับตาคน รุนแรงถึงขนาดมีการฆาตกรรมคนที่สนับสนุนผู้สมัครบางคน และการนับคะแนนยังใช้เวลานับกันยาวนานถึง ๗ วัน ๗ คืน
ผลการเลือกตั้งฝ่ายรัฐบาลของ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ได้รับการเลือกตั้งชนะพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน ผลการเลือกตั้งไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ ทำให้ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประชาชน เดินขบวนประท้วงการเลือกตั้ง เริ่มที่ท้องสนามหลวง โดยมีทำเนียบรัฐบาลเป็นจุดหมาย มีการลดธงชาติครึ่งเสา จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันเดียวกันนั้น ต่อมาเมื่อขบวนผู้ชุมนุมมาถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ผู้บัญชาการทหารบก กลับถอดหมวกโบกรับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยกล่าวว่าทหารจะไม่มีวันทำร้ายประชาชน
ต่อมาได้ข้อสรุปว่า จอมพล ป. พิบูลสงครามยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์และจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ การชุมนุมวันนั้นจึงสลายตัว แต่ต่อมาเหตุการณ์บานปลายเป็นความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มทหารและตำรวจที่สนับสนุนจอมพลทหาร ตำรวจที่ต่างขั้ว จนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารในวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๐ ทำให้จอมพล ป. พิบูลสงครามหลบหนีไปได้และขอลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่น และสิ้นชีวิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ แต่ก็เป็นภายหลังที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
หลังการรัฐประหารช่วง พ.ศ. ๒๕๐๐ แม้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยทันที แต่เป็น “นายพจน์ สารสิน” และเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วก็ยังมีความขัดแย้งภายในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จึงร่วมกันทำรัฐประหารและเป็นนายกรัฐมนตรีเองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๒ จนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. ๒๕๐๖ หนึ่งเดือนหลังจากนั้นจึงเกิดคดีฟ้องร้องมรดกมหาศาลซึ่งเป็นผลมาจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ในช่วงเวลานี้เองประเทศไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยได้รับผลกระทบจากการบริหารประเทศ ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อย่างเต็มที่ นอกจากจะเป็นรัฐเผด็จการทหารอย่างเต็มที่โดยประกาศยกเลิกสถาบันทางการเมืองต่างๆ ยังมีการวางแผนพัฒนาที่เน้นแต่เพียงเฉพาะด้านเศรษฐกิจ โดยได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกาจนกลายเป็นพื้นฐานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะเวลาต่อมา สร้างสาธารณูปโภคสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท
ผลงานที่สำคัญ เช่น การออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่นโดยเด็ดขาด กฎหมายปราบปรามพวกนักเลง อันธพาล กฎหมายปรามการค้าประเวณี ที่รู้จักกันมากคือการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗ หรือ ม. ๑๗ จัดการผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดจนเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้ ปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ที่สร้างผลกระทบต่อนักศึกษาและปัญญาชนจำนวนมาก รื้อฟื้นกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น จัดงานเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพ การสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ การประดับไฟบนถนนราชดำเนินในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ฯลฯ
สงครามเย็นและวัฒนธรรมอเมริกัน
นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นจุดเริ่มของ “สงครามเย็น” ที่มีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย และพื้นที่ทำสงครามใหญ่นั้นอยู่ที่เวียดนามโดยมีประเทศไทยเป็นฐานสำคัญให้กับสหรัฐอเมริกา สหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในเวียดนามเพื่อสกัดกั้นการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในเอเชีย ซึ่งมีจีนเป็นผู้นำรวมทั้งสหภาพโซเวียต
รัฐบาลไทยตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม สนับสนุนให้สหรัฐเข้ามาป้องกันคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน เพราะช่วงเดียวกันเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยและเปลี่ยนรัฐบาลอันต่อเนื่องยาวนานจากจอมพล ป. พิบูลสงครามมาเป็นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในอีสานและการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๕ จนกระทั่งหลังการรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ที่คณะทหารล้มล้างรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์
ผู้มีแนวคิดนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์มุ่งสู่ชนบทเพื่อหาแนวร่วมจากประชาชนระดับล่าง และเริ่มมีการจับอาวุธต่อสู้ในพื้นที่ภาคอีสานตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งในช่วงนี้แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจ แต่ก็ขึ้นอยู่ในมือของทหารและผู้นำฝ่ายไทยนั้นฝักใฝ่และคาดหวังความช่วยเหลือด้านการทหารและอื่นๆ จากสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด
ในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการพัฒนาเมืองชายทะเลในภาคตะวันออกเพื่อให้เป็นแหล่งบันเทิงและการท่องเที่ยว และมีการสร้างถนนสายมิตรภาพสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและถนนสายยุทธศาสตร์เชื่อมต่อกับฐานทัพที่สัตหีบและสนามบินอู่ตะเภาที่เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ อีกด้วย ทำให้เกิดแหล่งบันเทิง บาร์ การขายบริการประเภทต่างๆ และชุมชนที่เติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว
สหรัฐอเมริกาใช้ภูมิภาคตะวันออกเป็นฐานในการทำสงครามและมีทหารอเมริกันเข้ามาพักผ่อนจำนวนมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จนถึงราวๆ พ.ศ. ๒๕๑๖-๘
ในช่วงเวลาดังกล่าว นักเขียนอเมริกันสองท่านคือ วิลเลี่ยม เจ. เลเดอเรอ และ ยูยีน เบอดิค ร่วมกันเขียน The Ugly American ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ กล่าวถึงการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างในยุคสงครามเย็นที่โลกจับตามองมายังประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังจากมีหลายประเทศพ่ายแพ้แก่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทางอเมริกาจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะคานอำนาจทางการเมืองของโลกไว้โดยการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศแถบนั้น ทั้งทางลับและเปิดเผย สะท้อนความเป็นจริงที่น่าจะใช้สถานการณ์ที่สมมติขึ้นในประเทศไทย
ต่อมาราว พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยและมีมาร์ลอน แบรนโด นำแสดง โดยมี ม.ร.ว.
คึกฤทธิ์ ปราโมช ร่วมแสดง อย่างไรก็ตาม กล่าวกันว่าภาพยนตร์อเมริกันเรื่องนี้ไม่ได้รับความนิยมจากคนไทยทั่วไปเพราะช่วงนั้นกระแสวัฒนธรรมอเมริกันจับใจผู้คนโดยเฉพาะวัยรุ่น เนื้อหาการต่อต้านวิธีการทางการเมืองที่เข้าแทรกแซงของอเมริกันจึงไม่ได้รับการตอบรับจากคนไทยที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อทั้งจากรัฐบาล และจากหนังฮอลลิวูดต่างๆ รวมทั้งเพลงตามสมัยนิยม เช่น เพลงของเอลวิส เพรสลีย์ เดอะ-
บราเดอร์โฟร์ พอล แองก้า ฯลฯ และคนไทยส่วนใหญ่นั้นเห็นว่าวัฒนธรรมอเมริกันในช่วงนั้นคือ “พระเอก” ไม่ใช่ผู้ร้ายเช่นในหนังสือและภาพยนตร์ The Ugly American.
หลังช่วงเวลากึ่งพุทธกาลหรือหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ ในยุคที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กำลังครองอำนาจมีอิทธิพลเข้าแทนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม สังคมไทยอยู่ในความสงบจากการประท้วงภายใน ที่มีมาต่อเนื่องจากการเลือกตั้งที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน การรัฐประหาร ผ่านช่วงสมัยอันหวาดกลัวของประชาชนในรัฐตำรวจยุคอัศวินของอธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ (พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๐๐) “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ฯ” เป็นที่รับรู้ว่ากองปราบที่สามยอดในยุคนั้นเลี้ยงนักเลงอันธพาลเป็นลูกน้องด้วย การมีอิทธิพลที่ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย จนถึงปัจจุบัน เช่น กรณีสังหาร ๔ อดีตรัฐมนตรีอีสานที่ถนนพหลโยธิน การจับตัวและสังหารหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ และเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดการเลือกตั้งที่ไม่ยุติธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก่อนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกกลุ่มทหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารในที่สุด

สภาพสังคมไทยหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลทีเดียว ในแง่มุมหนึ่งทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของชนบท การเคลื่อนย้ายแรงงานสู่เมืองหลวง เข้าสู่แรงงานข้ามชาติสำหรับผู้ชาย เกิดอาชีพที่เห็นกันดาษดื่นคือ “เมียเช่า” “พาร์ตเนอร์” และ “หญิงบริการ” นอกเหนือจากแถบถนนราชดำเนิน บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปจนถึงโรงแรมรอยัลหรือโรงแรมรัตนโกสินทร์ ในเวลาต่อมา ก็มีย่านเที่ยวต่างๆ ตามฐานะและวัยที่แตกต่างกัน เช่นที่พัฒน์พงศ์ เพชรบุรีตัดใหม่ ฯลฯ สังคมที่รับวัฒนธรรมตะวันตกได้เร็วที่สุด คือ สังคมวัยรุ่นและชุมชนผู้คนในกรุงเทพฯ ยุคสมัยหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ สภาพบ้านเมืองที่ต้องเรียบสงบและถูกควบคุมเคร่งครัด นักเลงอันธพาลถูกกำราบหลังจากยุครัฐตำรวจอัศวินไปแล้ว
วัยรุ่นหรือนักเลงรุ่นเล็กในช่วงหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่างตกอยู่ใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมแบบอเมริกันในยุคสงครามเย็น และค่อนข้างถูกควบคุมด้วยเจ้าหน้าที่ นักเลงในรุ่นเก่าต่างถูกปราบปรามขึ้นบัญชีดำหรือถูกจับติดคุกลาดยาวกันไปมากมาย โรงฝิ่นถูกยกเลิก แหล่งอบายมุขถูกจำกัดพื้นที่ เป็นยุคที่ถูกกล่าวว่าเป็นการควบคุมพวกผู้มีอิทธิพลและอันธพาลจากยุครัฐตำรวจที่สร้างไว้อย่างแท้จริง และสังคมวัยรุ่นในกรุงเทพฯ ยุคนั้นจึงยังคงอยู่ในสังคมที่ยังคงรู้จักหน้ารู้จักพ่อแม่พี่น้อง รู้จักผู้ใหญ่ และสามารถไกล่เกลี่ยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหารุนแรงมากตามมาได้
หลังยุคของสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา สังคมไทยที่เริ่มเปลี่ยนแปลงมีการรับความช่วยเหลือและเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกโดยเฉพาะจากวัฒนธรรมแบบอเมริกันที่กำลังเผยแพร่ไปทั่วโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ และดำเนินเข้าสู่ยุคแห่งความตึงเครียดระหว่างลัทธิการปกครองแบบประชาธิปไตยและลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เรียกว่า “ยุคสงครามเย็น” ที่ต่อเนื่องมาจนเกิดสงครามเวียดนาม ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาติดหล่มสงครามอย่างยาวนาน และแทบจะกล่าวได้ว่าพ่ายแพ้ในทางนามธรรมแก่สงครามนอกประเทศครั้งนี้จนเกิดบาดแผลแก่ผู้คนในสังคมตลอดมา สงครามเย็นและสงครามเวียดนามที่ติดตามมาด้วยสงครามในลาว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาและความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในประเทศจากการ
ปราบปรามผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงกึ่งพุทธกาลเป็นต้นมาจนถึงราวปลายทศวรรษที่ ๒๕๒๐ ที่ค่อยๆ คลี่คลายไปพร้อมการเมืองที่มีเสถียรภาพ การถอนตัวของกองทัพและฐานทัพอเมริกันในภูมิภาคนี้ การเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนและสภาพแวดล้อมหักเหไปจากเดิมอย่างมากเพื่ออุดหนุนแก่แหล่งอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร
กรุงเทพฯ ในฐานะมหานคร
การสร้างระบบควบคุมน้ำ เช่น เขื่อนขนาดใหญ่บริเวณต้นน้ำเจ้าพระยาเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว ทำให้บริเวณภาคกลางซึ่งอยู่ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำได้รับผลกระทบรุนแรง ฤดูกาลเพื่อการเพาะปลูกตามที่เคยเป็นมาแบบเมืองลุ่มน้ำเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง น้ำในลำคลองเน่าเสียท่วมซ้ำซากซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างถาวร

กรุงเทพฯ ในปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมของการปกครอง ระบบราชการ ธุรกิจการค้า ความทันสมัย เช่น ถนนหนทาง รถยนต์ ตึกสูง ศูนย์การค้าใหญ่โต และคนชั้นกลางซึ่งมีโอกาสทางชีวิตและสังคมสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ พื้นที่ของกรุงเทพมหานครขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็น “มหานคร” [Metropolitan] ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลของคนชนบทเข้าสู่เมืองซึ่งขยับขยายออกไปทุกทิศทางโดยขาดการควบคุมระบบผังเมืองที่เคร่งครัด ทำให้เกิดปัญหาด้านสาธารณูปโภคและเผชิญหน้ากับปัญหามลพิษรุนแรงมาหลายทศวรรษ
จากพระนครที่เคยมีประชากรเพียงไม่มากกลับกลายเป็นเมืองในระดับมหานครที่มีผู้อยู่อาศัยแบบสังคมเมืองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแทบทั้งหมดมีความสัมพันธ์ทางสังคมกันอย่างผิวเผิน จำนวนประชากรอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ราว “ห้าล้านเจ็ดแสนสี่หมื่นคน” แต่เป็นที่รู้ว่าน่าจะมีมากกว่านี้เกือบเท่าตัว เมื่อนับรวมคนที่ย้ายเข้ามาชั่วคราวเพื่อหางานทำ และผู้ที่อยู่ในเขตปริมณฑลที่เดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับเพื่อเข้ามาทำงานในเมือง
ส่วนย่านที่เป็นเขตที่พักอาศัยแต่ดั้งเดิม รวมทั้งเขตเศรษฐกิจ เช่น ตลาดสด ตลาดท้องถิ่น ย่านการค้าก็กลายเป็นพื้นที่ซบเซาและไร้ผู้คนอยู่อาศัยจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้ครอบครัวขยายออกไปมีบ้านหลังอื่นๆ และการออกไปเพื่อทำงานตามสถานที่ต่างๆ
การเปลี่ยนแปลงทางผังเมืองโดยประชาชนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงนี้น้อยมาก เพราะเขตภายในพระนครและปริมณฑลแต่ดั้งเดิมตั้งแต่เมื่อเริ่มสร้างกรุงฯ ในย่านพระบรมมหาราชวัง สนามหลวง ถนนราชดำเนิน วัดวาอารามต่างๆ ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อนโยบายเปลี่ยน “เมืองประวัติศาสตร์” ให้เป็น “สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ” เพื่อกระตุ้นหวังผลในทางเศรษฐกิจแต่ประการเดียว จึงมีการทำแผนเพื่อย้ายชุมชนออกไปเพื่อทำสวนสาธารณะ มูลค่าที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เจ้าของที่ดินเดิมขายให้กับกลุ่มทุนจนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ย่านที่อยู่อาศัย การย้ายสถานที่ราชการไปอยู่ ณ ศูนย์ราชการขนาดใหญ่นอกเมือง ทำให้ผู้คนที่เคยทำอาชีพค้าขายกับคนทำงานราชการต้องปรับตัวจนกลายเป็นพื้นที่ทำการค้าไม่ได้ดั่งเดิม ส่วนการขยับขยายทำเลย่านธุรกิจไปตามสถานที่ต่างๆ ขึ้นอยู่กับการลงทุนทางอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภคของรัฐ
กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน จึงกลายเป็นมหานครที่แทบจะไม่มีผู้รู้จัก “กรุงเทพมหานครครั้งแรกเริ่ม” อย่างแท้จริง เพราะต้องผจญปัญหาของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจนลบประวัติศาสตร์และรากเหง้าของผู้คนดั้งเดิม โดยที่ยังมีการศึกษาเรื่องราวของผู้คนในย่านเมืองเก่านี้ได้ไม่มากนัก
ประเทศไทยหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ เกิดเหตุการณ์รัฐประหารจนถึงปัจจุบัน ๑๓ ครั้ง เกิดความพยายามรัฐประหารที่ไม่สำเร็จจนถูกเรียกว่า “กบฏ” ๑๒ ครั้ง ถือว่าเป็นประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างที่สุด สภาพเช่นนี้ดำรงมาจนถึงปัจจุบันที่ยังเกิดความขัดแย้งทางการเมือง และมีการยึดอำนาจรัฐประหารเกิดขึ้น
แม้บริบทของสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ตาม แต่สังคมไทยก็ยังต่อสู้กันเองภายในเพื่อค้นหาระบบการปกครองที่เหมาะสม และการอยู่ร่วมกันโดยไม่เกิดความขัดแย้งถึงขั้นนองเลือด ดังเช่นอีกหลายประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ ในโลกปัจจุบัน
การรักษาสมดุลย์เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองคือโจทย์ที่ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากสำหรับสถานการณ์การปกครอง การเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยทุกวันนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง• เมืองชั้นในริมคลองคูเมืองเดิม : พระบรมมหาราชวัง วังหน้า และวังเจ้านาย (๕) - โปรดติดตาม





Comments