แรกสร้างพระนคร : ราชธานีของผู้คนหลายชาติพันธุ์ (๒)
Updated: Oct 17
ชุดบทความประวัติศาสตร์สังคมย่านเก่ากรุงเทพฯ

ยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ราว พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๙๔) เทียบได้กับเวลาราว ๓ ชั่วอายุคนนี้ เป็นช่วงเวลาของการสร้างราชธานีใหม่ การสร้างความเป็นปึกแผ่นของสยามประเทศ การสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางของเมืองท่าและการค้าทางทะเล

ในยุคนี้ยังคงมีสงครามกับรัฐโดยรอบที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สงครามครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาและสงครามรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่งในคราวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การสงครามแทบจะทุกทิศหมายจะควบคุมหัวเมืองประเทศราชต่าง ๆ ที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของสยามประเทศตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาให้รวมกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่งในรูปแบบรัฐบรรณาการแบบตะวันออก และเพื่อกวาดต้อนผู้คนกลับมาเป็นพลเมืองของแผ่นดิน โดยเฉพาะในพระนครและปริมณฑลที่ยังมีประชากรไม่มากนักในช่วงการสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ และเป็นช่วงเวลาที่อิทธิพลทางวัฒนธรรมตะวันตกและการล่าอาณานิคมจากชาวยุโรปยังไม่ได้ส่งอิทธิพลต่อการบริหารบ้านเมืองมากนัก
คลองคูเมือง คลองหลอด และพระบรมมหาราชวัง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงย้ายราชธานีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่ออยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและขยายพื้นที่ของพระนครออกไป โดยโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองคูเมืองเพิ่มขึ้นจากสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งกลายเป็นคลองคูเมืองชั้นในสุดอีกชั้นหนึ่ง คือ “คลองวัดสังเวชหรือคลองบางลำพูหรือคลองโอ่งอ่าง” ซึ่งเป็นคูเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์และทำหน้าที่เป็นลำคลองสำหรับผู้คนตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำด้วย เริ่มจากทางทิศเหนือไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้บริเวณใกล้วัด
สามปลื้มระยะทางราว ๓.๖ กิโลเมตร
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างพระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพมหานครให้คล้ายคลึงกับพระราชวังหลวงที่กรุงศรีอยุธยา สืบทอดอุดมคติการสร้างราชธานี รวมทั้งการจัดการปกครองมาจากกรุงศรีอยุธยา เพราะพระบรมมหาราชวังภายในเมืองเป็นศูนย์กลางความศักดิ์สิทธิ์เชิงสัญลักษณ์ของราชธานีแบบเก่า
แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ขุด “คลองท่อ” หรือ “คลองหลอด” ภายในเมืองเป็นเส้นตรงจากคลองคูเมืองชั้นในไปสู่คลองเมืองวัดสังเวช-โอ่งอ่าง ๒ ลำคลอง เรียกว่า คลองหลอดบนและคลองหลอดล่าง เพื่อดึงกระแสน้ำให้ไหลหมุนเวียนภายในพระนคร เพราะมีลำประโดงหรือลำน้ำธรรมชาติอยู่แต่เดิมที่ติดกับคลองขุดที่เป็นคลองคูเมือง การขุดคลองเป็นเส้นตรงเพื่อทำให้กระแสน้ำที่มีการขึ้นลงหมุนเวียนและระบายน้ำได้เร็วขึ้น เกาะเมืองที่พระนครศรีอยุธยาก็ปรากฏคลองท่อรูปแบบเหล่านี้มีอยู่ชัดเจนเช่นเดียวกัน
ในช่วงต้นกรุงฯ นี้ บ้านเมืองยังคงเต็มไปด้วยการศึกสงคราม จึงมีการขุดคลองและปรับปรุงคลองเดิมเพื่อให้มีการเดินทางไปหัวเมืองต่าง ๆ สะดวกขึ้น เช่น การขุดคลองสุนัขหอนเชื่อมเส้นทางคลองด่านไปยังแม่น้ำท่าจีนและแม่กลอง การขุดคลองสำโรง คลองแสนแสบเพื่อสามารถเดินทางออกจากพระนครไปยังแม่น้ำบางปะกงโดยการจ้างแรงงานจีนและพัฒนาพื้นที่สองฝั่งคลองเป็นชุมชนบ้านต่าง ๆ โดยนำไพร่พลที่ถูกอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานบ้านช่อง เช่น กลุ่มคนมลายูมุสลิมทางริมคลองแสนแสบ กลุ่มคนมอญทางริมคลองสุนัขหอน ฯลฯ
พื้นที่ทั้งภายในกำแพงเมืองด้านเหนือมาจนถึงท่าพระอาทิตย์และป้อมพระสุเมรุปากคลองบางลำพูเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเจ้านายและขุนนางหนาแน่นกว่าที่อื่น ๆ ริมคลองมีอาคารบ้านเรือนท่าน้ำและตลาดน้ำ ต่อเมื่อมีการรื้อกำแพงและประตูเมือง จึงปลูกตึกและอาคารสองฝั่งถนนมากขึ้น สองฝั่งคลองจึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของผู้คนหนาแน่น
ชาวจีนที่สำเพ็ง และชาวคริสตังที่ตลาดน้อย
โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ทำการรัฐบาล รวมทั้งสร้างพระบรมมหาราชวัง วังเจ้านาย และสถานที่อยู่อาศัยของพวกขุนนางบางส่วนมาอยู่ภายในเขตคลองเมืองชั้นในซึ่งเป็นคลองเมืองสมัยกรุงธนบุรีฯ และย้าย
นิวาสสถานของขุนนาง และชุมชนชาวจีนซึ่งมีมาตั้งแต่ก่อนการสร้างกรุงเทพฯ ในพื้นที่ตั้งแต่บริเวณที่เป็นพระบรมมหาราชวังตามฝั่งน้ำเจ้าพระยาดังปรากฏในแผนที่กรุงธนบุรีจากพม่า ชุมชนชาวจีนและบ้านขุนนางจีนคนสำคัญคือ “พระยาราชาเศรษฐี” (จีนตังเลี้ยง) หรือ “พระยาพิพิธราชา” ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนแต้จิ๋ว ไปอยู่ทางใต้ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มจนถึงคลองวัดสำเพ็ง ซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณตลาดน้อยและย่านสำเพ็ง
“ย่านสำเพ็ง” เป็นตลาดบกและชุมชนชาวจีนที่ทำการค้าและเป็นพื้นที่สะสมของชุมชนชาวจีนสืบเนื่องมาตลอด และกลายเป็นพื้นที่ตลาดบกใหญ่และแออัดที่สุดของพระนครตั้งแต่สมัยแรกสร้างจนถึงเมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดเส้นทางสำคัญ คือ
“ถนนสำเพ็ง” ปัจจุบันคือซอยวานิช ๑ กลางย่านชุมชนสำเพ็ง โดยเริ่มจากถนนจักรเพชรในฝั่งพระนครข้ามสะพานหันเข้าตรอกหัวเม็ด ผ่านถนนราชวงศ์ออกถนนทรงวาด ผ่านวัดปทุมคงคา ถนนสายนี้กว้างประมาณ ๓ เมตร ยาวเกือบ ๒ กิโลเมตร สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านค้าขายของคนจีนและมุสลิมอินเดีย มีสินค้าอุปโภคที่ขายส่งไปยังหัวเมือง เช่น หม้อข้าว หม้อแกง ถ้วยโถโอชาม ภาชนะและของกินเกือบทุกชนิด เช่น ผักผลไม้สด ผลไม้แห้ง ของดอง ยาจีน ผ้าแพรพรรณต่าง ๆ ทองรูปพรรณ เครื่องใช้ไม้สอยประเภทต่าง ๆ เช่น เครื่องใช้ทำด้วยไม้ลงน้ำมัน เครื่องใช้ในการศึกษาเล่าเรียน เครื่องมือทำจากเหล็กและเครื่องยนต์เรือ และพลอยต่าง ๆ ฯลฯ โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากเมืองจีน รวมทั้งเป็นตัวแทนขายส่งสินค้าจากต่างประเทศและภายใน เนื่องจากอยู่ในบริเวณท่าเรือสินค้าที่ตลาดน้อยและทรงวาดก่อน
จะมีการสร้างท่าเรือคลองเตย ยังมีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน มีทั้งบ้านเรือนที่พักอาศัย โรงฝิ่น บ่อนการพนัน และโรงหญิงบริการหลายสำนักจนคำว่า “สำเพ็ง” กลายเป็นคำด่า
ผู้หญิงที่ประพฤติไม่ดีในยุคสมัยนั้น และความแออัดของผู้คนและการค้าขายนี่เองทำให้ไฟไหม้สำเพ็งหลายครั้ง จนมีสำนวนติดปากที่รับรู้มาได้จนถึงยุคปัจจุบันคือ “วุ่นวายเหมือนไฟไหม้สำเพ็ง” และสำนวนว่า “เจ๊กตื่นไฟ”
คนจีนส่วนมากเชื้อสายแต้จิ๋ว ส่วนชาวฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ไหหลำ แคะ นั้นเข้ามาอยู่เป็นระยะ ๆ และอยู่อาศัยเป็นกลุ่มแบบ “ตั้วเหี่ย” หรือพี่ใหญ่เป็นผู้คุ้มครองผู้ที่มาใหม่และเรียกเก็บผลประโยชน์ด้วย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่า “พวกอั้งยี่” ชุมชนแต่ละกลุ่มมีศูนย์กลางของชุมชนที่ศาลเจ้า เช่น ศาลเจ้ากวนอู ศาลเจ้าฮ้อนหว่อง ในตรอกศาลเจ้าโรงเกือกของคนจีนฮากกาหรือจีนแคะ ศาลเจ้าเซียงกงของชาวฮกเกี้ยนซึ่งอพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บริเวณที่เรียกว่าตลาดน้อยเคยมีชุมชนเชื้อสายโปรตุเกสและชาวญวนนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกจำนวนหนึ่ง ได้อพยพลงมาจากกรุงศรีอยุธยา พากันอพยพลงมายังบางกอกสร้างวัดและสุสานเรียกว่า “วัดกาลวารีโอ” [Calvary] ซึ่งเป็นชื่อภูเขาที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขน แต่ชาวบ้านเรียกเป็น “วัดกาลหว่าร์” ต่อมาราว ๖๐ ปีให้หลัง ชาวจีนที่เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่อาศัยอยู่แถบนั้นหลังจากวัดแรกทรุดโทรมไปแล้วเรียกว่า “วัดแม่พระลูกประคำ” แต่คนจีนรอบ ๆ ยังคงเรียกว่า “วัดกาลหว่าร์” ชุมชนที่นี่เคยต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปเข้าโบสถ์ร่วมกับชุมชนวัดซางตาครู้ส กุฎีจีน ที่สัปบุรุษส่วนใหญ่มีเชื้อสายโปรตุเกส แต่เพราะความต่างกันและไม่ยอมรับคณะสงฆ์คริสตัง
ชาวฝรั่งเศสจึงแยกโบสถ์กันอย่างชัดเจน
ชาวเขมร ชาวญวน ชาวมอญ และชาวลาวในพระนคร
การศึกสงครามในช่วงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีตลอดช่วงรัชกาล ทั้งราชสำนักเขมรที่เกิดความขัดแย้งภายในชิงราชสมบัติ ฝ่ายหนึ่งขอความช่วยเหลือจากสยามและอีกฝ่ายขอความช่วยเหลือจากญวนที่กำลังแผ่อำนาจเข้าสู่ภาคใต้บริเวณที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง และฝ่ายสยามก็ต้องการให้ดินแดนเขมรเป็นรัฐบรรณาการเช่นที่เคยเป็นมา และต่อเนื่องข้ามแผ่นดินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ-
ยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
แม้จะมีหลักฐานว่าแต่เดิมเจ้านายเขมรพากันมาอยู่อาศัย ณ กรุงเทพฯ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จ-
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ราว พ.ศ. ๒๓๒๖ เนื่องจากเหตุการณ์จลาจลอันเนื่องมาจากแย่งชิงอำนาจและราชสมบัติเป็นเวลาสิบกว่าปี ทรงพระราชทานที่ดินให้ชาวเขมรที่เข้ามาในครั้งนั้นอยู่แถบ “ตำบลคอก-ควาย” ปัจจุบันคือ “วัดยานนาวา” แล้วสร้างวังพระราชทานให้ที่ริมคลองเมืองเยื้องปากคลองหลอดวัดราชนัดดาฯ ฝั่งตรงข้ามวัดสระเกศฯ ซึ่งอยู่ภายในพระนคร เรียกกันว่า “วังเจ้าเขมร” และพระราชทานผนวชหลังลาสิกขาจึงโปรดเกล้าฯ ให้ไปครองกัมพูชา เมื่อ “นักองเอง” หรือสมเด็จพระนารายณ์-
รามาธิบดีฯ พร้อมโอรสคือ “นักองจัน” หรือสมเด็จพระอุไทยราชา ซึ่งประสูติ ณ วังที่กรุงเทพฯ กลับไปครองราชย์ยังกัมพูชาแล้ว ทั้งพระองค์และพระราชโอรสธิดาก็ยังกลับมาประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ อันเนื่อง จากมีพระราชวงศ์เป็นเจ้าจอมในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและพระราชวงศ์ชั้นสูงองค์อื่น ๆ ส่วนบริเวณแถบวังเจ้าเขมรก็เปลี่ยนแปลงเป็นที่พำนักอื่น ๆ ปัจจุบันบริเวณใกล้กับตรอกบ้านบาตรฝั่งนอกพระนครยังคงมีชื่อ “ตรอกเขมร” ปรากฏอยู่ แต่ไม่พบร่องรอยทั้งเรื่องเล่าและข้อมูลจากเอกสารว่าเป็นสถานที่ตั้งของชุมชนเขมรเดิมแต่อย่างใด
กลุ่มคนญวนก็มีผู้คนอพยพตามเจ้านายของตนเข้ามาอยู่อาศัยในสยามประเทศตั้งแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เช่นกัน อันสืบเนื่องจากเหตุการณ์ไตเซินซึ่งเป็นการลุกฮือของผู้นำกลุ่มชาวนาต่อสู้กับ
เจ้านายทั้งฝ่ายทางเหนือและทางใต้ ทำให้บ้านเมืองญวนแตกออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ความไม่สงบเกิดขึ้นมากพอ ๆ กับบ้านเมืองในสยามยุคเดียวกันนั้น
“องเซียงซุน” มีศักดิ์เป็นอาของ “องเชียงสือ” พาคนญวนกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาในกรุงธนบุรีฯ เมื่อราว พ.ศ. ๒๓๒๐ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ชุมชนญวนรุ่นนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ฟากกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน และสร้างวัดขึ้น ๒ แห่ง คือ “วัดกามโล่ตื่อ” หรือ “วัดทิพยวารีวิหาร” ที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวัดแบบจีนแล้ว และ “วัดโห่ยคั้นตื่อ” หรือ “วัดมงคลสมาคม” ซึ่งเดิมอยู่หลังวังบูรพาภิรมย์ เมื่อตัดถนนพาหุรัดจึงแลกที่ดินไปตั้งอยู่แถบถนนแปลงนาม เนื่องจากบ้านญวนและวัดญวนที่ตั้งถิ่นฐานกันมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีเกิดไฟไหม้ใหญ่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราว พ.ศ. ๒๔๔๑ ติดกันถึงสองครั้งจนมีที่ว่าง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ พระราชธิดาซึ่งประสูติจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษา ๑๐ ปี ตัดถนนสายใหม่จาก “บ้านลาว” ไปจนถึง “สะพานหัน” เรียกว่า “ถนนพาหุรัด”
จนในคราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ปีนั้นองเชียงสือ นำชาวญวนเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เนื่องมาจากเหตุการณ์ไตเซินในแถบภาคกลาง และอยู่อาศัยถึง ๒๐ กว่าปี ก่อนจะกลับไปกู้บ้านเมืองและปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ยาลอง ชุมชนชาวญวนสร้างวัดญวนขึ้นสองแห่งคือ “วัดกว๋างเพิ๊อกตื่อ” หรือวัดญวนบางโพ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไกลจากพระนครขึ้นไปทางเหนือ และวัดญวนตลาดน้อยหรือที่เรียกกันแต่เดิมว่า “วัดคั้นเยิงตื่อ” ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกเช่นกัน ชื่อเป็นทางการภายหลังคือ “วัดอุภัยราชบำรุง”
ถนนพาหุรัดตัดผ่านบ้านญวนจึงเรียกว่า “ถนนบ้านญวน” ในระยะแรก ๆ ก็เพื่อให้เป็นย่านเศรษฐกิจ
การค้าที่ต่อเนื่องกับทางถนนเจริญกรุง แต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรจึงกลายเป็นตลาดการค้าของชุมชน
เชื้อสายอินเดีย ซึ่งปลายถนนพาหุรัดช่วงที่ข้ามคลองเมืองหรือคลองโอ่งอ่างนั้นต่อกับสะพานหันและตลาดสำเพ็งที่เป็นย่านการค้าของคนจีน ถนนพาหุรัดจึงกลายเป็นย่านการค้าอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้นสองฝั่งแนวถนนเจริญกรุงที่ตัดขึ้นในคราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงตัดผ่านทั้งบ้านญวน บ้านลาวหรือบ้านกระบะ และบ้านหม้อหรือบ้านมอญ ซึ่งเป็นชุมชนที่เรียงรายนับจากฝั่งตะวันออกไปทางตะวันตก ซึ่งเป็นชุมชนที่ไพร่พลทั้งอพยพและถูกอพยพมาจากถิ่นฐานบ้านเมืองเดิมและนำมาให้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร เมื่อมีการตัดถนนก็กระจัดกระจายไปอยู่ในพื้นที่อื่นหรือแทรกไปกับชุมชนอื่น ๆ ถูกบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรม ทำอาชีพต่าง ๆ ทั้งงานช่างฝีมือ งานหัตถกรรมตลอดจนรับราชการ จนกลายเป็นผู้คนพลเมืองของสยามประเทศในกรุงเทพฯ ไปในที่สุด
และต่อจาก “บ้านญวน” คือบริเวณ “บ้านหม้อ” เป็นชุมชนคนมอญเก่าจากกรุงศรีอยุธยาที่อพยพตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มาตั้งถิ่นฐานทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา และอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนต้นกรุงฯ อาศัยอยู่มากทางเหนือแนว “คลองหลอดวัดราชบพิธฯ” หรือ “คลองหลอดล่าง” ตั้งถิ่นฐานปั้นหม้อและทำเครื่องปั้นดินเผาขาย
มีพระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ผู้เป็นต้นสกุล “ศรีเพ็ญ” เป็นเสนาบดีกระทรวงคลังในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากมีเชื้อสายชาวมอญทางฝ่ายมารดาแล้วยังเป็นเขยชาวมอญที่บ้านหม้อ และตั้งบ้านเรือนใกล้กับปากคลองหลอดวัดราชบพิธฯ ต่อมาเมื่อรวบรวมชาวมอญก่อสร้างสะพานข้ามคลองคูเมืองเดิมเยื้องกับวัดราชบพิธฯ จึงเรียกกันว่า “สะพานมอญ”
บริเวณนี้ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งยังคงมีชุมชนมอญอยู่ จนถึงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปย่านการค้าสำคัญของพระนคร จึงเหลือไว้เพียงชื่อถนนบ้านหม้อ ที่เริ่มจากถนนเจริญกรุงตั้งแต่สี่กั๊กพระยาศรีไปจนถึงถนนจักรเพชร
นอกจากชาวมอญทางฝั่งบ้านหม้อแล้ว ยังมี “ชาวพวน” และ “ชาวลาวเวียง” ที่ถูกอพยพโยกย้ายมาจากเวียงจันทน์มาตั้งแต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนำทัพไปตีเวียงจันทน์ กวาดต้อนผู้คนมาเป็นจำนวนมากและอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาประดิษฐานยังเมืองไทย ซึ่งภายหลังอัญเชิญพระบางกลับคืนไปยังเมืองหลวงพระบาง และสงครามกับเจ้าอนุวงศ์ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีการกวาดต้อนชาวพวนมาไว้ ณ กรุงเทพฯ จำนวนหนึ่ง คนลาวเวียงและพวนอาศัยอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “บ้านลาว” และบ้างเรียกว่า “บ้านกระบะ” เพราะทำกระบะไม้ใส่สำรับกับข้าวในครัวเรือนขาย เพราะมีหลักฐานว่าก่อนการสร้างถนนเจริญกรุงในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ถนนดั้งเดิมตั้งแต่ช่วงสี่กั๊กพระยาศรีไปจนถึงกำแพงพระนครบริเวณสะพานดำรงสถิตหรือสะพานเหล็กเรียกว่า “ถนนบ้านลาว” รวมทั้งชาวลาวพวนที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยสงครามเจ้าอนุวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๙ ตั้งหลักแหล่งในย่านนี้ด้วย จนเรียกกันว่า “บ้านลาว”
ในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีบันทึกเอกสารของกรมไปรษณีย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงบ้านเรือนของราษฎรที่อยู่ริมคลองหลอดชื่อ “นายลา ลาวเวียงจันทน์” ขึ้น “พระองค์เจ้าแขไขดวง” และเรือนของ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคนธร” ซึ่งเป็นพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ต้นสกุลยุคนธรานนท์ และคนอยู่อาศัยตามแนวคลองหลอดล่างที่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งขณะนั้นคือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าองค์สุดท้าย แทบทั้งสิ้น
ร่องรอยของชาวลาวในบริเวณนี้เห็นได้จาก พระองค์เจ้าแขไขดวงนั้นเป็นพระเจ้าลูกเธอของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และมีเชื้อสายทางเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าหญิงชาวเวียงจันทน์ และผู้คนบริเวณนี้ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะไม่เห็นได้ชัดว่าอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่เช่นกลุ่มชุมชนชาติพันธุ์ในบริเวณอื่นๆ เพราะมีการตัดถนนเจริญกรุงผ่านชุมชน แต่ก็ยังพอมีคนเชื้อสายลาวที่เป็นไพร่ขึ้นกับวังหน้าตลอดมา
นอกจากนี้จากคำบอกเล่ายังกล่าวถึงกลุ่มชุมชนลาวเวียงจันทน์ที่อยู่อาศัยทางนอกเมืองด้านทิศเหนือของพระนคร อันเป็นช่วงเวลาที่ก่อนจะมีการขุดคลองเมืองชั้นนอกสุดคือคลองผดุงกรุงเกษม ในบริเวณพื้นที่สวนผักสวนพริกของชาวจีน เหนือย่านวัดตรีทศเทพขึ้นไปใกล้แยกบางขุนพรหม มีการสร้างและบูรณะ “วัดอินทรวิหาร” ที่กล่าวว่าแต่เดิมชื่อ “วัดไร่พริก” หรือ “วัดบางขุนพรหมนอก” บูรณะโดยครัวชาวเวียงจันทน์ มี “เจ้าอินทร์” ผู้เป็นน้าชายของ “เจ้าน้อยเขียวค่อม” หรือเจ้าจอมคำแว่น ราชตระกูลเจ้าครองนครเวียงจันทน์ พระสนมเอกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และนิมนต์เจ้าคุณพระอริญญิก พระสงฆ์ชาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาด้วยกันขึ้นปกครองวัด ต่อมามีการบูรณะอีกครั้งหนึ่ง
ผู้บูรณะคือ “พระองค์เจ้าชายอินทวงศ์” พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ
นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นรัชกาลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ มีศึกรบกับเมืองทวายเมื่อครั้งสงครามตีเมืองทวายราว พ.ศ. ๒๓๓๐ ช่วงแรกโปรดเกล้าฯ ให้ชาวทวายกลุ่มนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนอกป่าช้า
วัดสระเกศฯ นอกพระนครกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า “ตรอกทวาย” จนถึงปัจจุบัน ซึ่งอยู่บริเวณเหนือสะพานแม้นศรี ที่มีลำคลองเชื่อมต่อกับคลองมหานาคได้ และกลุ่มที่อยู่ภายในกำแพงพระนครตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณตรอกข้างวัดมหรรณพารามฯ หลังโบสถ์พราหมณ์อีกกลุ่มหนึ่ง ภายหลังในรัชกาลเดียวกันให้ย้ายกลุ่มชาวทวายที่ตรอกทวายเหนือป่าช้าวัดสระเกศฯ ไปอยู่ที่ทางฝั่งใต้นอกพระนครบริเวณ “วัดคอก-ควาย” บริเวณเดียวกับที่ให้กลุ่มชาวเขมรตั้งบ้านเรือนอยู่ ต่อมามีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดคอกควายขึ้นใหม่ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนได้ชื่อ “วัดยานนาวา” และบริเวณนี้เรียกชื่อสืบกันมาอย่างเป็นทางการว่า “อำเภอบ้านทวาย” ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเปลี่ยนเป็นอำเภอยานนาวาในภายหลัง
บ้านเขมรและบ้านญวนสามเสน
ในระหว่างรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีศึกสงครามรบกับกัมพูชาและญวนอยู่หลายปี ที่มักเรียกกันในภายหลังว่า อานามสยามยุทธ (ราว พ.ศ. ๒๓๗๖-๒๓๙๐) เพราะช่วงก่อนนั้นราชวงศ์ยาลองนำโดย “จักรพรรดิยาลอง” ให้ขุด “คลองวินเต๊” เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์จาก “เมืองเจาด๊ก” ไปออกยังเมืองบันทายมาศหรือ “เมืองฮ่าเตียน” ซึ่งเป็นทางออกทางทะเลอ่าวไทยที่สำคัญและราชสำนักสยามยังไม่สามารถควบคุมเมืองบันทายมาศในฐานะเมืองในบรรณาการได้อย่างเบ็ดเสร็จ และทำให้เกิดการสงครามรบกับสยามอย่างดุเดือด มีแรงงานเขมรเสียชีวิตจากการขุดคลองนี้เป็นจำนวนมาก จึงมีชาวญวนเข้ารีตคริสตังแถบเมืองเจาด๊กขอเข้ามาอยู่ในสยาม จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำคนญวนคริสตังมาอยู่เหนือบริเวณ
“บ้านเขมร” ซึ่งเป็นครัวเขมรเข้ารีตราว ๔๐๐-๕๐๐ คนให้สร้างบ้านเรือนอยู่รวมกับชาวบ้านเชื้อสายโปรตุเกสที่มีศูนย์กลางของชุมชนคือ “วัดคอนเซ็ปชัญ” และ “บ้านญวน สามเสน” ที่มีวัดนักบุญ-
ฟรังซิสเซเวียร์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นกลุ่มอพยพเข้ามาภายหลังในราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ-
นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณนี้เป็นที่รวมของผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก หรือชาวคริสตัง ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกันในเขตพื้นที่สงครามและปัจจุบันอยู่ในรอยต่อของประเทศกัมพูชาและเวียดนาม บริเวณใกล้กับสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง จากนั้นมาบ้านโปรตุเกสที่ผู้คนอพยพมาหลังกรุงศรีอยุธยาล่มไปแล้วจึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “บ้านเขมร” และวัดคอนเซ็ปชัญก็ถูกเรียกว่า “วัดเขมร”

ภายหลังผู้คนในบ้านเขมรมีมากขึ้นจากเหตุดังกล่าว จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานขยาย
เขตหมู่บ้านเขมรออกไปอีก คือ ทิศเหนือจรดวัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง) ทิศใต้จรดวัดราชาธิวาส
(วัดสมอราย) ทิศตะวันออกติดถนนสามเสน ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนพวกญวนขยับจากที่เดิมไปทางด้านเหนือและสร้างโบสถ์ฟรังซิสเซเวียร์เป็นศูนย์กลางของชุมชนอีกแห่งหนึ่งเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๙๖ ในภายหลัง
ชุมชนบ้านเขมรริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถบวัดคอนเซ็ปชัญนี้ มีนายแก้วที่เป็นผู้ชำนาญการวิชาปืนใหญ่ เนื่องจากเคยได้เรียนกับชาวโปรตุเกส ต่อมาได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นที่พระยาวิเศษสงครามราม-ภักดี จางวางกรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายแก้วเขมรนี้เป็นหัวหน้าดูแลชาวหมู่บ้านคอนเซ็ปชัญด้วย ต่อมาบุตรหลานได้รับราชการสืบต่อมาเป็นลำดับ เชื้อสายสกุลพระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว) ปรากฏอยู่คือ
“วิเศษรัตน์” และ “วงศ์ภักดี”
ชาวมลายูมุสลิม ชาวจาม และไพร่หลวงจากหัวเมืองปักษ์ใต้
ในช่วงระยะต้นกรุงฯ นับแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้วนมีการศึกสงครามกับ
หัวเมืองทางปากใต้และรัฐปาตานี สืบมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เพื่อควบคุมให้เป็นรัฐในบรรณาการเช่นเดิมเมื่อครั้งยังเป็นกรุงศรีอยุธยา จึงมีการกวาดต้อนผู้คนพลเมืองชาวมลายูมุสลิมเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยภายในพระนครส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งอยู่ทางด้านนอกเมืองและกระจัดกระจายไปตามลำคลองขุดใหม่ทางตะวันออกอีกหลายแห่ง
ชุมชนมุสลิมทางฝั่งพระนครและนอกพระนครด้านตะวันออกริมคลองมหานาค และในพื้นที่ตามริมคลองบางกะปิไกลจากพระนครในครั้งต้นกรุงเทพฯ นั้น มีความแตกต่างจากชุมชนมุสลิมเดิมที่เป็นกลุ่มตระกูลที่มีรากเหง้ามาจากกรุงศรีอยุธยาและเป็นขุนนางสำคัญในสมัยกรุงธนบุรีและเป็นขุนนางสำคัญสืบต่อมาจนถึงยุคกรุงเทพฯ เพราะส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูที่สืบเชื้อสายมาจากเมืองปาตานีและบริเวณเมืองใกล้เคียงที่ถูกกวาดต้อนรอนแรมมาอยู่ยังเมืองหลวงชั้นในและอยู่อาศัยในพื้นที่ขยายของเมืองหลวงใหม่
ส่วนชาวจามที่อยู่เหนือชุมชนมุสลิมจากปาตานี ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองมหานาคเรียกว่า “บ้านครัว” เป็นกลุ่มชาวจามที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงฯ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และอยู่ในสังกัด “กรมอาษาจาม” สังกัดขุนนางผู้ใหญ่มุสลิมเดิมจากกรุงเก่าทางฝั่งธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงพระราชทานที่ดินผืนหนึ่ง เพื่อให้ทำมาหากินอยู่รวมกันเป็นหมู่นอกเขตพระนคร โดยมีต้นไม้ใหญ่เป็นแนวเขต และมีร่องน้ำลำกระโดง มีการกวาดต้อนครัวจามมาเพิ่มเติมที่บ้านครัวอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีชาวจามกลุ่มใหม่อพยพเข้ามาในคราวสงครามกับญวนและเขมร ทำให้ชุมชนที่บ้านครัวขยายใหญ่และมีมัสยิดแยกย่อยในภายหลังอีกสองสามแห่ง คนจามบ้านครัวถนัดในการทำประมงและทอผ้า โดยเฉพาะผ้าไหมจึงทำให้เกิดกิจการค้ากับนักธุรกิจชาวตะวันตกคือ จิม ทอมป์สัน จนกลายเป็นแหล่งผลิตผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมที่ขึ้นชื่อมาจนถึงปัจจุบัน บ้านครัวเป็นแหล่งที่อยู่ของขุนนางและทหารเรือของกรมอาสาจาม สังกัดพระยาราชบังสันหรือพระยาราชวังสันในยุคหลัง
ชาวมุสลิมก็ถือเป็นอีกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในกำลังพลเมืองที่ร่วมสร้างพระนครในครั้งต้นกรุงฯ ไม่ต่างไปจากผู้คนที่ถูกอพยพเคลื่อนย้ายมาจากหัวเมืองประเทศราชอื่น ๆ เช่น ชาวลาว ชาวทวาย ชาวมอญ ชาวเขมร ชาวจาม ชาวญวน และชาวจีนที่อพยพโยกย้ายและตั้งถิ่นฐานปะปนกันอยู่กับคนไทยสยาม ซึ่งต่างล้วนมีบทบาทในการสร้างพระนครที่กรุงเทพมหานคร เมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรมอย่างยิ่ง เพราะเป็นทั้งเมืองที่สร้างขึ้นใหม่และเป็นเมืองท่าค้าขายที่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจตั้งแต่เมื่อสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา
ส่วนบริเวณด้านตะวันออกของพระนครเมื่อต้นกรุงฯ ที่ทิศใต้ติดกับคลองขุดมหานาคคงมีสภาพเป็นทุ่งนาเป็นหล่มที่ลุ่ม และเป็นย่านที่ยังไม่มีผู้คนอาศัยอยู่มากนัก บริเวณนี้คงสภาพแบบชนบทที่ยังคงมีการเลี้ยงควายและการเลี้ยงหมูจนกลายเป็นย่านชุมชนที่สร้างวัดแล้วตั้งชื่อตามภูมินาม เช่น บ้านสนามควาย มีวัดสนามควาย หรือ วัดแค บ้านคอกหมู มีวัดคอกหมูหรือวัดมหายิ้ม มีชุมชนหมู่บ้านของชาวนครฯ พัทลุง และสงขลาเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติมเมื่อสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ. ๒๓๗๕ พระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า ปีนั้นฝนแล้งข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลาหาเลี้ยงชีพยากลำบาก จึงมายอมตัวเข้าเป็นข้าในกองทัพจากพระนคร แล้วขอตามเข้ามายังกรุงเทพฯ จำนวนมาก มาพร้อมกับชาวมลายูเชลย ซึ่งไม่ได้นำเข้ามามากนักเนื่องจากอยู่ในภาวะข้าวแพง
ต่อมาเมื่อข้าวถูกลงแล้ว จึงโปรดให้ช่วยชาวบ้านที่กองทัพพาเข้ามาโดยชำระเงินค่าข้าวและค่าตัวแก่มูลนายเดิมเพื่อเป็นไพร่หลวงแทน แล้วให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านสนามกระบือเรียกว่า “ไพร่หลวงเกณฑ์บุญ” หัดให้เป็นช่างปูนศิลาเป็นอาชีพสืบไป (กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ) ชาวบ้านที่กลายเป็นไพร่หลวง ทำงานให้กับพระมหากษัตริย์โดยตรง เมื่อเวลามีงานบำเพ็ญพระราชกุศล มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง และเมืองสงขลาไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณทุ่งกว้างด้านตะวันออกของพระนคร ซึ่งน่าจะมีกลุ่มบ้านเชื้อสายพระยาพัทลุงอยู่แล้วในบริเวณที่เคยเป็นวังอีกด้านหนึ่งของถนนหลานหลวง

บริเวณนี้เมื่อกลายเป็นย่านการค้าใหม่สำหรับตลาดค้าขายทางฟากตะวันออกเมื่อครั้งปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โดยที่มีกลุ่มบ้านละคร ลิเก โขน และมหรสพพื้นบ้านอยู่ในบริเวณที่เรียก “บ้านสนามควาย” จึงเรียกเสียใหม่ว่า “นางเลิ้ง”
การนำผู้คนจากหัวเมืองที่ถูกนำมาเป็นไพร่หรือพลเมืองไพร่ในพระนคร ส่วนใหญ่เป็นไพร่หลวง และต้องสักเลกเพื่อสังกัดมูลนายต่าง ๆ บ้างตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้ชิดกับบ้านเรือนของขุนนางระดับผู้ใหญ่และพระบรมมหาราชวังและพระบวรราชวัง
บทความที่เกี่ยวข้อง• พระนครเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และรับวัฒนธรรมตะวันตก (๓) - โปรดติดตาม



Comments