พระนครเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และรับวัฒนธรรมตะวันตก (๓)
ชุดบทความประวัติศาสตร์สังคมย่านเก่ากรุงเทพฯ

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑) วัฒนธรรมหลวงยุคนี้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างมาก เพราะพระองค์มีพื้นฐานของความเป็นปราชญ์ที่ผนวชในพระพุทธศาสนาถึง ๒๗ ปีก่อนขึ้นครองราชย์ ทำให้ทรงสามารถรับศิลปวิทยาการและความคิดใหม่ๆ มาปรับปรุงบ้านเมือง รวมทั้งเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีทั้งที่สร้างขึ้นใหม่และแก้ไขตามที่ทรงเห็นควร ส่งผลให้สังคมภายในกรุงเทพมหานครเปิดรับความทันสมัยที่เป็นแบบแผนบ้านเมืองอย่างตะวันตกอย่างรวดเร็ว

สนธิสัญญากับชาติตะวันตกและการเปิดรับวิทยาการสมัยใหม่
ตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อังกฤษเป็นฝ่ายนำกว่าชาติตะวันตกที่เป็นเจ้าอาณานิคมในยุคนั้นโดยสามารถเข้ามาทำสนธิสัญญาเบอร์นี ซึ่งมีการเซ็นสัญญากันในปี พ.ศ. ๒๓๖๔ กับสยามเป็นครั้งแรก แล้วจึงตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. ๒๓๗๖ ในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษกำลังแผ่ขยายอิทธิพลในคาบสมุทรมลายูและมีปัญหากับสยามที่ยกกำลังไปปราบหัวเมืองไทรบุรี โดยส่ง “เฮนรี เบอร์นี” เข้ามาเจรจาประกอบด้วยสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีรวม ๑๔ ข้อ และมีสนธิสัญญาทางพาณิชย์แยกออกมาอีกฉบับหนึ่งรวม ๖ ข้อ การค้าต่างๆ นั้นดูทางสยามจะไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบมากนัก และการปฏิเสธการค้าโดยเฉพาะการค้าข้าวเช่นนี้ก็ทำให้เกิดการเรียกเก็บภาษีมากขึ้นกว่า ๔๐ ชนิดเป็นการเพิ่มรายได้เข้าพระคลัง และมีความพยายามขอแก้ไขสนธิสัญญาเพื่อให้ฝ่ายตนหรือบริษัทอินเดียของอังกฤษได้เปรียบ แต่ทางสยามไม่ยอมและทำให้เริ่มรับรู้ได้ถึงแรงบีบคั้นที่ประเทศเจ้าอาณานิคมส่งผ่านผู้เจรจามาอย่างชัดเจน
อังกฤษยังไม่พอใจสนธิสัญญาเบอร์นีเท่าใดนัก หลังจากรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครองราชย์ได้ราว ๔ ปีจึงมีการทำสนธิสัญญาที่ราชอาณาจักรสยามทำกับสหราชอาณาจักร ลงนามเมื่อ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๘ โดยเซอร์จอห์น เบาว์ริง ราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย เข้ามาทำสนธิสัญญา ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปิดการค้าเสรีกับต่างประเทศในสยาม มีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยการสร้างระบบการนำเข้าและส่งออกใหม่ ผลจากการเจรจาทำให้ฝ่ายอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” โดยรัฐบาลสยามยอมให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลมีอำนาจพิจารณาคดีที่คนอังกฤษมีคดีความกัน และร่วมพิจารณาคดีที่คนไทยกับอังกฤษมีคดีความกัน ข้าว เกลือ และปลาไม่เป็นสินค้าต้องห้ามอีกต่อไป
นอกจากนี้การที่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ทั้งภาษาและความรู้แบบตะวันตก เช่น ความรู้ด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ โลหกรรมและวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ การพิมพ์ การถ่ายรูป ฯลฯ จากนักบวชในคริสต์ศาสนาที่สำคัญ เช่น สังฆราชปาลเลอกัวซ์ [Jean-Baptiste Pallegoix] หมอแบรดเลย์ชาวอเมริกัน [Dan Beach Bradley] จึงเปิดรับเอาวิทยาการตะวันตกสมัยใหม่เข้าสู่ประเทศ และแพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูงและขุนนางต่างๆ จึงเป็นการสร้างมาตรฐานความรู้แบบใหม่และสร้าง “ความทันสมัย” [Modernization] แก่สังคมชาวสยามที่ชาวต่างประเทศยอมรับมากขึ้น
หลังจากนั้นสยามก็ทยอยทำสัญญาการค้าเช่นเดียวกับที่ทำกับอังกฤษกับประเทศตะวันตกอื่นๆ อีกหลายประเทศในระยะเวลาราว ๓ ปี ทำให้พ่อค้าต่างชาติเข้ามาในสยามมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยกเลิกการแต่งเรือสำเภาไปค้าขายแบบรัฐภายใต้อารักขากับจีนตามธรรมเนียมเดิม หรือที่เรียกว่า “จิ้มก้อง” เนื่องด้วยจีนเริ่มมีปัญหาภายในและเกรงอังกฤษที่เพิ่งผ่านสงครามฝิ่นกับจีนมาได้ไม่นาน
ถนนสายใหม่และย่านการค้าแบบสมัยใหม่
ในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้คนพลเมืองในบ้านเมืองน่าจะมีจำนวนไม่น้อยแล้ว ย่านการค้าขายและสถานกงสุลรวมทั้งท่าเรือสินค้าเพื่อการติดต่อกับต่างประเทศส่วนใหญ่ขยายตัวออกไปยังริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ ภายในพระนครและปริมณฑลส่วนใหญ่มีการอยู่อาศัยติดริมน้ำ ริมลำประโดงที่แยกออกจากคลองเมืองและคลองขุดสายหลัก แต่ยังไม่มีถนนเพื่อสัญจรทางบกมากนัก จึงมีการตัดถนนตามที่ชาวตะวันตกเรียกร้องผ่านทางกงสุลหลายประเทศในช่วง พ.ศ. ๒๔๐๔-๒๔๐๗
นอกจากย่านพื้นที่อยู่อาศัยของขุนนางข้าราชการที่อยู่ริมคลองบางหลวงนอกเมืองทางฝั่งธนบุรีแล้ว ก็ได้เริ่มตัดถนนที่มีวัตถุประสงค์ทั้งเพื่อการใช้งานของชาวต่างประเทศ การขยายพื้นที่ชุมชนการค้า และการขยายตัวของบ้านเรือนบรรดาเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางข้าราชการ โดยพระราชทานที่ดินให้กับเจ้าฟ้าต่างกรมหลายพระองค์ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานสร้างวังในพื้นที่ว่างหลายแห่ง โดยเฉพาะด้านทิศเหนือของพระนคร
โดยเริ่มจาก “ถนนเจริญกรุง” ตั้งแต่ถนนสนามไชยถึงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถนนตก การสร้างถนนเจริญกรุง ซึ่งมีการตัดถนนจากทางนอกเมืองก่อนแล้วจึงทำถนนเชื่อมภายในพระนครโดยผ่านประตูเมืองสามยอด พระองค์โปรดให้สร้างตึกแถวชั้นเดียวตลอดสองฟากถนนพระราชทานแก่พระราชโอรสและพระราชธิดา เพื่อเก็บผลประโยชน์จากค่าเช่าตึกแถวร้านค้าของชาวจีนและชาวต่างประเทศ ทำให้เกิดการขยายตัวทางการค้าสองฟากถนนเจริญกรุงอย่างชัดเจน
“ถนนบำรุงเมือง” และ “ถนนเฟื่องนคร” ซึ่งตั้งชื่อเพื่อให้มีความหมายเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง เป็นถนนรุ่นแรกที่ใช้เทคนิคการสร้างตามแบบตะวันตก เมื่อสร้างเสร็จแล้วเจ้าของที่ดินริมถนนได้สร้างตึกแถว ห้องแถวและร้านค้า ถนนบำรุงเมืองและถนนเฟื่องนครเป็นถนนสายสำคัญที่มีคนสัญจรไปมามาก และถือเป็นย่านธุรกิจขายสิ่งของหรูหราและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่สำคัญ ต่อเนื่องมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้
และกล่าวได้ว่าบริเวณย่านเสาชิงช้าตลอดจนบริเวณถนนรายรอบวัดสุทัศน์ฯ เรื่อยไปจนถึงสี่กั๊ก เสาชิงช้าและสี่กั๊กพระยาศรี จึงเป็น “ย่านการค้าแบบสมัยใหม่” บริเวณแรกๆ ของพระนครตั้งแต่กรุงเทพฯ เริ่มเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคทันสมัย [Modern] ตั้งแต่ช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา ด้านตะวันออกของเมืองมีวังของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ตั้งอยู่หลายแห่งในช่วงต้นกรุง

“ถนนสีลม” หรือถนนขวาง อยู่ทางใต้ของพระนคร ใกล้กับย่านกงสุลของชาติตะวันตกที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเป็นคันดินที่เกิดจากการขุดคลองเพื่อเชื่อมคลองบางรักกับคลองถนนตรง คันดินจึงกลายเป็นถนนที่เรียกกันว่าถนนขวาง บริเวณโดยรอบเป็นทุ่งนาโล่ง มีชาวตะวันตกนำเครื่องสีลมวิดน้ำเห็นโดดเด่น จึงเรียกว่า ถนนสีลมภายหลัง และกลายเป็นย่านบ้านพักของขุนนางและคหบดีที่ออกไปอยู่อาศัยยังนอกเมือง ต่อมาในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราว พ.ศ. ๒๔๓๐ เป็นต้นมา ขุนนางหลายท่านได้ตัดถนนขนานกับถนนสีลมอีก ๓ สาย คือ “ถนนสาธร” “ถนนสุรวงศ์” และ “ถนนสี่พระยา” ทำให้ย่านสาธร-สีลม-สุรวงศ์-สี่พระยามีผู้ตั้งบ้านเรือนมากขึ้น จึงนับเป็นย่านที่พักอาศัยและย่านธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ครั้งนั้น


การสร้างชุมชนบ้านเมืองทางบกแทนการเป็นบ้านเมืองริมน้ำ ซึ่งเห็นได้จากการสร้างถนนล้วนๆ และถนนเลียบน้ำ ควบคู่ไปกับการสร้างห้องแถว ตึกแถว และตึกรามบ้านช่องที่ก่ออิฐถือปูน โดยเริ่มต้นแต่ในพื้นที่เป็นวังและวัดก่อน ชักชวนให้ผู้มีทรัพย์สร้างสะพานข้ามคลองที่มีชุมชนชาวต่างชาติและมีผู้คนตั้งบ้านเรือนอยู่มากกว่าพื้นที่อื่น นับเป็นการขยายเมืองทางบกเพิ่มเติมเนื่องมาจากการขุดคลองแต่เดิม นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้ขุด “คลองผดุงกรุงเกษม” เพื่อขยายพระนครไปทางตะวันออก เป็นการขุดคลองเมืองรอบพระนครเป็นคลองชั้นนอก (พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๓๙๕) ถือเป็นยุคสมัยที่ทำให้พื้นที่ชานพระนครกลายเป็นพื้นที่ในเมืองที่ขยายตัวออกไปมากกว่าเดิม
รวมถึงการขุด “คลองภาษีเจริญ” และ “คลองดำเนินสะดวก” โดยการกำกับดูแลของเสนาบดีตระกูลบุนนาค ซึ่งมีบทบาทสูงในทางการควบคุมกิจการทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว เพื่อประโยชน์ในการเดินทางและส่งผลผลิตจำพวกข้าว อ้อย น้ำตาลต่างๆ จากเมืองภายในทางฝั่งตะวันตกสู่เมืองท่าที่กรุงเทพฯ เพื่อการค้าส่งออก อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของเศรษฐกิจเพื่อการค้าและส่งออกจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง
การปฏิรูปการปกครองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จากสภาพสังคมของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากการปรับเปลี่ยนสังคมและวัฒนธรรมให้ตอบรับกับการแผ่ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมตะวันตกอันเป็นปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างความทันสมัย [Modernization] เพื่อให้ทัดเทียมและคานอำนาจประเทศเจ้าอาณานิคมและประเทศตะวันตกต่างๆ การสร้างอำนาจรวมศูนย์ขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) เกิดขึ้นพร้อมกับการรับความทันสมัยแบบชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้รับการถวายความรู้ภายในพระบรมมหาราชวังจากครูชาวตะวันตก และแน่นอนที่ย่อมต้องได้รับอิทธิพลจากหนังสือที่พระองค์อ่านและศึกษาตามกระบวนวิธีคิดและประสบการณ์ชีวิตจากครูผู้ถ่ายทอดโลกกว้างมาสู่พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ทำพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง ๑๕ พรรษา เสนาบดีทั้งมวลจึงแต่งตั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าจะมีพระชนมพรรษาครบ ๒๐ พรรษา ใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ช่วงเวลานี้สยามยังคงอยู่ในการปกครองและการเมืองแบบดั้งเดิมที่มีความไม่แน่นอนเป็นแบบแผนของผู้จะขึ้นครองราชสมบัติ สถานภาพของขุนนางผู้ใหญ่ตระกูลบุนนาคที่มีอิทธิพลมาก และการสืบเชื้อสายตระกูลของวังหน้าในกรมพระราชวังบวรฯ ที่สืบทอดตกมาทำให้เกิดความขัดแย้งภายในราชสำนัก การปรับเปลี่ยนสังคมวัฒนธรรมและปรับโครงสร้างการปกครอง การบริหารประเทศเสียใหม่ตลอดช่วงรัชกาลของพระองค์ทำให้กล่าวได้ว่า สังคมสยามในยุครัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนแปลงเป็นสังคมทำให้ทันสมัย [Modernization] อย่างแท้จริง
การปฏิรูปการปกครองแผ่นดินโดยยกเลิกตำแหน่งวังหน้า หลังจากเกิดวิกฤตการณ์วังหน้าและวังหลวงที่สร้างความระแวงและอิทธิพลของกงสุลชาวต่างชาติเข้ามามีบทบาทต่อราชสำนัก แล้วสถาปนาตำแหน่ง “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร” แบบอย่างอังกฤษใน พ.ศ. ๒๔๒๘ หลังจากกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก ทรงทดลองจัดระเบียบการปกครองระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๑-๒๔๓๔ เปลี่ยนกรมตามตำแหน่งเดิมเป็นกรมเสนาบดีใหม่ ๖ กรม แล้วเมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๓๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเป็น ๑๒ กระทรวง โดยมีเสนาบดีที่เป็นพระเจ้าน้องยาเธอหลายพระองค์ทรงกำกับดูแลราชการ และสร้างรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลเทศาภิบาล เกิดรูปแบบการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจของหัวเมืองต่างๆ ที่เคยเป็นเมืองประเทศราช โดยเป็นการปฏิรูปการปกครองอย่างแท้จริง ที่เรียกว่า “การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล” ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๘ อันเป็นช่วงที่เริ่มมีเหตุการณ์รุกรานทางทหาร ทางเศรษฐกิจการค้า และการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษอย่างชัดเจน ดังกรณี ร.ศ. ๑๑๒ และการเสียดินแดนรอบนอกที่เคยเป็นหัวเมืองประเทศราชซึ่งเคยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสยามมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและธนบุรีต่อเนื่องกับเมื่อต้นกรุงฯ
และภายหลังช่วงระหว่างปีเหล่านี้เองที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นตามหัวเมืองใหญ่น้อยท้องถิ่นต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค เป็นความไม่พอใจของเจ้าเมืองประเทศราชหลายแห่งที่ต้องถูกข้าราชการจากส่วนกลางบังคับบัญชาแทนพระเนตรพระกรรณ โดยเฉพาะหัวเมืองทางเหนือ อีสาน และปัตตานีที่เคยมีเจ้าประเทศราชมาก่อน
ในช่วงเวลานี้ก็ยังมีการสงครามอันเนื่องมาจากการถูกรุกรานจากประเทศเจ้าอาณานิคมในดินแดนหัวเมืองประเทศราชที่ห่างไกล เช่น การเดินทางไปปราบฮ่อในเขตสิบสองจุไท ซึ่งเป็นรอยต่อลาว จีน และเวียดนาม จึงมีการนำคนไทดำจากพื้นที่แถบนั้นมาตั้งถิ่นฐานในภาคอีสาน ภาคกลางและที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง แต่ไม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้มาอยู่ในพระนครแล้วจึงย้ายไปอยู่เพชรบุรีเช่นที่เคยกระทำในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ถนน รถราง และการขยายเมือง
ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ มีการขุดคลองเพื่อการพาณิชย์และการชลประทานบุกเบิกพื้นที่ทำนา เริ่มให้สิทธิแบบปัจเจกและรวมถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและยกเลิกระบบการขายบุคคลลงไปเป็นทาสในกลุ่มฐานะที่ต่ำกว่าไพร่ลงไป เมื่อมีถนนก็มีพาหนะเพื่อการคมนาคม ที่เป็นเครื่องจักรทั้งรถยนต์ รถราง และรถไฟ ระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งเริ่มมาจัดตั้งเป็นงานบริการสาธารณะของรัฐในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในการสร้างโรงประปาและโรงไฟฟ้าที่สามเสน มีการสร้างอนุสาวรีย์ที่ระลึกต่างๆ โรงมหรสพ โรงพยาบาล สถานที่ราชการ เกิดสถาบันการศึกษาตามแบบตะวันตกนับแต่โรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย รวมทั้งกิจกรรมทางปัญญาที่เฟื่องฟูคือการพิมพ์หนังสือเผยแพร่ทั้งของชาวตะวันตกและชาวสยาม
การขนส่งสาธารณะภายในพระนครเช่นรถรางนั้น สยามประเทศเป็นบ้านเมืองแรกๆ ที่เริ่มใช้รถรางสาธารณะและเป็นการให้สัมปทานแก่ชาวต่างชาติ เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ใช้กำลังม้าลากรถไปตามราง ภายหลังเปลี่ยนมาใช้กำลังไฟฟ้าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ และน่าเสียดายจนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้ยกเลิกการเดินรถทุกเส้นทางอย่างถาวร
ในยุคนี้แบบแผนการอยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครนั้นปรากฏว่า ชุมชนขยายตัวไปตามถนนหนทางที่ตัดขึ้นใหม่ บ้านที่อยู่อาศัย ตลาดร้านค้า ตึกแถว ห้องแถว ย่านธุรกิจ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกของพระนคร ส่วนฝั่งธนบุรีไม่มีการเติบโตมากนัก คงเป็นพื้นที่สวน ลำคลอง และย่านที่พักของพระบรมวงศานุวงศ์รุ่นเก่าและขุนนางผู้ใหญ่
ทางตะวันออกของพระนครด้านนี้ มีการสร้าง “วังบูรพาภิรมย์” ซึ่งเป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพระราชทาน “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช” พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์สุดท้องในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงย้ายจากพระราชวังสราญรมย์ไปประทับที่วังบูรพาภิรมย์ พื้นที่บริเวณนี้เคยมีวังเก่าตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตรงสะพานเหล็กก็เรียกกันว่าถนนบ้านลาวด้วย และนับจากถนนอุณากรรณอ้อมไปพาหุรัด หักเลี้ยวกลับมาถนนตีทองและวกเข้าด้านเจริญกรุง ตรงกลางเป็นที่เวิ้งว้าง ทำเครื่องสูบน้ำบาดาลอยู่ชิดตลาดมิ่งเมืองด้านพาหุรัดเรียกว่า “สนามน้ำจืด” เพราะเคยตั้งถังน้ำขนาดใหญ่สูบเอาน้ำบาดาลขึ้นมาเก็บไว้ บ่อน้ำบาดาลแห่งนี้เป็นแห่งแรกที่มีขึ้นในเมืองไทย ต่อมาจึงถมทำเป็นโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงที่สร้างขึ้นเมื่อมีการฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕
หลังจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ทายาทของท่านให้เช่าเป็นที่ตั้งโรงเรียนสตรีภานุทัต ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังสงครามสงบลงจึงใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนพณิชยการพระนครต่อมา ก่อนที่จะขายให้นักธุรกิจกลุ่มหนึ่งและกลายเป็นย่านศูนย์การค้าที่สำคัญในยุคสมัยหนึ่ง
ในช่วงการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาลตั้งกระทรวงรับผิดชอบด้านต่างๆ ก็มีนโยบายการตัดถนนเพื่อสร้างอาคารตึกแถวและย่านการค้าที่ส่วนใหญ่ คือ คนจีนจำนวน ๑๘ สาย ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการขณะนั้นตัดถนน เช่น ถนนเยาวราช ถนนทรงวาด ถนนจักรวรรดิ ถนนราชวงศ์ ถนนอนุวงศ์ ถนนบูรพา ฯลฯ ในราวปี พ.ศ. ๒๔๓๔
ต่อมาขุนนางคหบดีในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จ้างบริษัทรับเหมา “บริษัทขุดคลองและคูนาสยาม” ที่ขุดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ตัดถนนเพื่อพัฒนาที่ดินเป็นการขยายพระนครออกไปทางฝั่งใต้ แล้วถวายให้เป็นทางสาธารณะในช่วง พ.ศ. ๒๔๓๘-๒๔๕๐ เช่น “คลองและถนนสาทร” ของหลวงสาทรราชายุกต์ (ยม พิศลยบุตร) “ถนนสุริวงศ์” กับ “ถนนเดโช” ของเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค) “ถนนสี่พระยา” ของคณะบุคคลที่นำโดยพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (ม.ร.ว.ลพ สุทัศน์) “ถนนรองเมือง” ของพระยาอินทราธิบดีฯ “ถนนคอนแวนต์” “ถนนสุรศักดิ์” กับ “ถนนประมวญ” ของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) และ “ถนนพิพัฒน์” ของพระยาพิพัฒน์โกษา (เซเลสติโน ซาเวีย) ฯลฯ

พระราชวังดุสิตและย่านวังริมคลองผดุงกรุงเกษม
ในช่วงราว พ.ศ. ๒๔๔๑ ภายหลังจากเสด็จกลับจากประพาสยุโรปครั้งแรก จึงเริ่มมีการสร้างพระราชวังดุสิตในพื้นที่สวนและทุ่งนาบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นับจากคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสนเพื่อเสด็จออกพักเป็นที่ประทับพักร้อน ต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้ตัด “ถนนสามเสน” “ถนนราชดำเนินใน” “ถนนราชดำเนินนอก” เพื่อเชื่อมต่อ “วังสวนดุสิต” เข้ากับพระบรมมหาราชวังและพื้นที่อื่นๆ และโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี มาสร้างที่วังสวนดุสิตและพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” ด้วย

บริเวณทิศเหนือของพระนครเมื่อยังมีผู้คนตั้งบ้านเรือนไม่หนาแน่นนักจึงสามารถตัดถนนเพิ่มได้อีก กระทรวงโยธาธิการสร้างถนนอีกหลายสายทางด้านเหนือของพระนคร แต่ถนนในวังสวนดุสิตและถนนที่อยู่ใกล้วังเจ้านายบางพระองค์สร้างด้วยเงินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กับเงินของท่านเจ้าของวังนั้นๆ รวมทั้งผาติกรรมวัดร้างและ “วัดดุสิตเดิม” แล้วบูรณปฏิสังขรณ์ให้เป็น “วัดเบญจมพิตรฯ” ใน พ.ศ. ๒๔๔๑
ชื่อถนนและสถานที่บางแห่งรอบพระราชวังดุสิตในเวลานั้น มีความหมายอันเป็นมงคลตามความเชื่อของชาวจีน จากลวดลาย “ฮก ลก ซิ่ว” ที่นิยมจัดเป็น “เครื่องโต๊ะกิมตึ๋ง” จึงกล่าวได้ว่าเป็นการสืบทอดธรรมเนียมการตั้งชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคล
แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกาศเปลี่ยนนามถนน ๑๘ สายในพระนคร โดย “ถนนลก” ได้ชื่อว่า “ถนนพระรามที่ ๕” เพื่อระลึกถึงกษัตริย์ผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิต ส่วนถนนอื่นๆ โดยรอบก็ถูกเปลี่ยนชื่อเกือบทั้งหมด เช่น “ถนนซางฮี้” เป็น “ถนนราชวิถี” “ถนนเบญจมาศ” เป็น “ถนนราชดำเนินนอก” “ถนนราชวัต” เป็น “ถนนนครชัยศรี” “ถนนดวงตวัน” คือ “ถนนศรีอยุธยา” “ถนนคอเสื้อ” คือ “ถนนพิษณุโลก” “ถนนดวงดาว” คือ “ถนนนครราชสีมา” “ถนนดวงเดือน” คือ “ถนนศุโขทัย” “ถนนประแจจีน” คือ “ถนนเพชรบุรี” “ถนนใบพร” คือ “ถนนอู่ทอง (นอก)” ฯลฯ
ใน พ.ศ. ๒๔๔๒-๒๔๔๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนราชดำเนินนอกไปทางทิศเหนือบรรจบที่บริเวณพระราชวังดุสิตเป็นถนนขนาดใหญ่สองข้างทางปลูกต้นไม้ยืนต้น มีทางเดินลาดซีเมนต์ และปลูกหญ้าร่มรื่นงามตา ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินใน เชื่อมต่อไปจนถึงพระบรมมหาราชวัง แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๔๗
บริเวณสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษมรวมถึงบริเวณย่านถนนหลานหลวงยังมีการสร้างวังพระราชทานพระเจ้าลูกยาเธอที่เริ่มสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ พระราชวงศ์และขุนนางอีกหลายแห่งในช่วงทศวรรษที่ ๒๔๔๐
เริ่มตั้งแต่ฝั่งนอกเมืองปากคลองผดุงกรุงเกษมมีวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถหรือวังเทเวศร์ บริเวณป้อมหักกำลังดัสกรเดิม ฝั่งในพระนคร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘, วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ใกล้เชิงสะพานฝั่งนอกพระนคร สร้างเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๔๐, วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม กรมหลวงปราจิณกิติบดี ฝั่งนอกพระนครที่ไม่เหลือร่องรอยพระตำหนักแล้ว ปัจจุบันเป็นบริเวณตลาดจันทร์ประวิตรและบางส่วนของลานจอดรถและที่ทำการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์หรือ “วังลดาวัลย์” หรือวังแดง ฝั่งนอกพระนคร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ “วังจันทรเกษม” ฝั่งนอกพระนคร พระราชทานที่ดินซึ่งหลังจากขึ้นครองราชย์ก็ยังสร้างไม่เสร็จ “วังนางเลิ้ง” ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ฝั่งในพระนคร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ “วังไชยา” ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธุ์ กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส นอกพระนครฝั่งเยื้องกับวังนางเลิ้ง, วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกรหรือ “วังสะพานขาว” ฝั่งในพระนคร วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชหรือ “วังมหานาค” ฝั่งในพระนคร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ “วังไม้” ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ด้านนอกพระนครมาทางฝั่งวัดเทพศิรินทร์
ส่วนบริเวณชุมชนที่ทุ่งสนามควายที่เคยอยู่นอกเมือง เมื่อขุดคลองผดุงกรุงเกษมแล้วจึงกลายเป็นชุมชนภายในพระนครที่ขยายครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เป็นต้นมา และกลายเป็นย่านการค้าใหม่สำหรับตลาดค้าขายทางฟากตะวันออกเมื่อครั้งปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โดยที่มีกลุ่มบ้านละคร ลิเก โขน และมหรสพพื้นบ้านอยู่ในบริเวณที่เรียกบ้านสนามควายเสียใหม่ว่า “ย่านนางเลิ้ง”

ตลาดบางลำพูและตลาดนางเลิ้ง
ย่านการค้าในยุครัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เติบโตมาในรูปแบบใกล้เคียงกับตลาดนางเลิ้งคือ “ย่านตลาดบางลำพู” ทางทิศเหนือของพระนครซึ่งเจริญไม่แพ้ตลาดทางชานพระนครฝั่งตะวันออก เช่น ตลาดสะพานหัน ย่านสำเพ็งไปจนถึงตลาดใหม่ที่นางเลิ้ง ย่านตลาดใกล้ปากคลองบางลำพูนี้ถือเป็นตลาดริมน้ำและท่าน้ำเพื่อการคมนาคม เป็นแหล่งขนถ่ายและแลกเปลี่ยนสินค้า พืชผักผลไม้จากย่านฝั่งธนฯ ก่อนจะพัฒนากลายเป็นตลาดบกที่สำคัญในเวลาต่อมา
ทำให้ย่านบางลำพูกลายเป็นตลาดทันสมัยในยุคสยามสมัยใหม่ที่อยู่ในพระนครด้านทิศเหนือ และควบคู่ไปกับตลาดนางเลิ้งที่กลายเป็นพื้นที่พัฒนาให้เป็นย่านอาคารตลาดสมัยใหม่แบบยุโรปทางด้านนอกพระนครด้านทิศตะวันออก ที่ต่อเนื่องมาจากการสร้างพระราชวังดุสิตและการเป็นย่านวังที่ประทับต่างๆ ของพระราชวงศ์ริมคลองผดุงกรุงเกษม
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวหลังเสด็จประพาสยุโรปและเสด็จนิวัติพระนครครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๔๐ มีการสร้างพระราชวังดุสิตขึ้นทางตอนเหนือของพระนคร เกิดการตัดถนนหลายสายในพื้นที่บางลำพูเพื่อรองรับเครือข่ายถนนที่ตัดเชื่อมมาจากพื้นที่สามเสน ได้แก่ ถนนจักรพงษ์ ถนนพระอาทิตย์ ถนนพระสุเมรุ ถนนข้าวสาร ถนนรามบุตรี และถนนสิบสามห้าง
โดยมีการตัดถนนเพื่อเชื่อมต่อกับถนนภายในพระนครคือ “ถนนพิษณุโลก” เชื่อมกับ “ถนนหลานหลวง” ที่ตัดขึ้นภายหลังมาจนถึงแยกผ่านฟ้าต่อกับ “ถนนราชดำเนินนอก” และ “ถนนนครสวรรค์” ตัดผ่าน “ถนนจักรพรรดิพงษ์” ที่ถนนเป็นแนววงแหวนเชื่อม “ถนนราชดำเนินนอก” และแยก “ถนนบำรุงเมือง” เนื่องจากมีพระราชดำริจัดสร้างโรงเรียนนายเรือและต้องใช้พระราชวังเดิมกรุงธนบุรีที่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ทรงประทับอยู่เป็นโรงเรียนนายเรือ เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๔๓ จึงพระราชทานที่ดินระหว่าง “ถนนหลานหลวง” และ “ถนนดำรงรักษ์” หลังห้างแบดแมนมาจนจรดถนนจักรพรรดิพงษ์ สร้างวังประทานให้ ๖ วังแก่พระเจ้าหลานเธอทั้ง ๖ พระองค์ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ถนนหลานหลวง” และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังวรดิศ ริมถนนหลานหลวงฝั่งตรงข้ามกับวัดแค นางเลิ้ง และตรอกละคร แทนที่วังเดิมของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่วังสะพานเหล็กเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓

นอกจากนี้บริเวณฝั่งในพระนครใกล้สะพานขาวยังพระราชทานบ้านพร้อมที่ดินให้ขุนนางท่านหนึ่ง คือ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) ผู้สร้างคุโณปการแก่พระราชวงศ์โดยเฉพาะสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชในขณะนั้น เรียกว่า “บ้านสุริยานุวัตร” สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘

พระยาสุริยานุวัตรผู้นี้คือเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติที่เป็นสามัญชนคนแรก เป็นบุตรของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) มีผลงานด้านการเงินการคลังที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา การใช้สตางค์แทนอัฐ การเสนอแนวคิดให้ตั้งธนาคารชาติ และการปฏิรูประบบภาษีโดยให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเอง นอกจากนั้นยังประพันธ์ตำราเศรษฐศาสตร์เรื่อง “ทรัพยศาสตร์” จำนวน ๓ เล่ม และถือเป็นหนังสือสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทยมาจนทุกวันนี้
คลองผดุงกรุงเกษมได้กลายเป็นเส้นทางคมนาคมเส้นใหม่ที่คนจากแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งจากปากคลองผดุงกรุงเกษมที่เทเวศร์กับปากคลองผดุงกรุงเกษมที่วัดแก้วฟ้า เดินทางเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐาน มีคนหลายชาติพันธุ์และหลายศาสนาเข้ามา ทั้งคนจีน คนมุสลิม และคนญวน จนเกิดชุมชนใหม่ขึ้นและมีวัดใหม่ๆ ทั้งวัดหลวงและวัดราษฎร์
อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดควบคู่กับการขยายบ้านเมืองจากฝั่งคลองเมืองบางลำพู-โอ่งอ่างมายังพื้นที่ภายในพระนครชั้นนอกที่มีคลองผดุงกรุงเกษมเป็นคลองเมืองก็คือ เกิดวัดอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนเก่าและใหม่เพิ่มขึ้น มีการขุดคลองเข้าวัดผ่านวัดเพิ่มขึ้น มีทั้งวัดหลวงและวัดราษฎร์ ซึ่งเป็นการขยายพื้นที่อยู่อาศัยของบรรดาเจ้านายและขุนนางขยายตัวข้ามคลองเมืองมาจนจรดคลองเมืองชั้นนอก วัดเหล่านี้คือศูนย์กลางของชุมชนที่เก่าและใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด
การสาธารณสุข เมรุปูน และการประปา
การสาธารณสุขในยุคแรกเริ่มมีการสถาปนา “กรมพยาบาล” ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๑ โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีคนแรก จัดให้มีการผลิตยาตำราหลวงและตั้ง “โอสถศาลา” ขึ้นเพื่อเป็นที่สะสมยาและเวชภัณฑ์ เพื่อใช้ในสถานพยาบาลและองค์การต่างๆ ของรัฐบาล การแพทย์แบบสากลคือแบบตะวันตกได้แพร่หลายเข้ามามากและเป็นระยะเวลานานแล้ว เช่น การสร้างโอสถศาลาของมิชชันนารีชาวอเมริกันที่เริ่มตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย “หมอบรัดเลย์” เปิด “โอสถศาลา” ขึ้นเป็นที่แรกในสยาม ราว พ.ศ. ๒๓๗๙ เพื่อทำการรักษา จ่ายยาและพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับศาสนาแจกจ่ายให้กับคนไข้
ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีกฎหมายตั้งแต่เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๑๘ ห้ามไม่ให้คนกรุงเทพฯ ทิ้งซากสัตว์บนถนน ข้างบ้าน และข้างกำแพงเมืองเพื่อสุขอนามัยแล้ว ในยุคที่กรุงเทพมหานครกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และมีการสาธารณสุขแบบตะวันตก ซึ่งเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การกำจัดโรคโดยเฉพาะอหิวาตกโรคที่แพร่ระบาดอยู่บ่อยครั้งตลอดเวลาช่วงต้นกรุงฯ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ
ในรัชกาลนี้เองที่ให้สร้างเมรุหลวงอิสริยยศ ณ วัดเทพศิรินทราวาส มีพระราชประสงค์จะให้ปลงศพได้ทุกชั้นบรรดาศักดิ์ จึงเปลี่ยนเมรุหลวงจากวัดสระเกศฯ มาเป็นวัดเทพศิรินทร์ฯ อย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ มีการนำเข้าเตาเผาศพทันสมัยที่สั่งซื้อจากต่างประเทศมาติดตั้งและปรับปรุงที่เมรุปูนวัดสระเกศฯ โดยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แล้วยังให้มีการจัดตั้งการประปาที่แยกแม้นศรีที่ต่อเนื่องกับชุมชนบ้านบาตรและเมรุปูน วัดสระเกศฯ ในปีต่อมา ซึ่งการปรับปรุงสุขอนามัยและระบบสาธารณสุขดังกล่าวเป็นพระราชดำริมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมรุปูนที่วัดสระเกศฯ และชื่อบริเวณประตูผีที่เปลี่ยนเป็นประตูสำราญราษฎร์ เพื่อให้เกิดมงคลนาม จากที่ใช้สำหรับปลงศพพระราชวงศ์ ผู้มีฐานะ คงหมดความนิยมไป เนื่องจากมีสถานที่อื่นๆ ทั้งเมรุหลวงที่วัดเทพศิรินทร์ฯ และฌาปนสถานอื่นๆ อีกมาก ย่านการปลงศพแบบดั้งเดิมขนาดใหญ่ของพระนครจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เส้นทางการนำศพออกนอกเมืองจึงถูกเรียกติดปากว่า “ประตูผี” ซึ่งน่าจะเป็นประตูช่องกุดที่ไม่ใช่ประตูเมืองใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของพระนครที่อยู่ใกล้เคียงคือ “ประตูสามยอด” ที่เป็นประตูใหญ่ใกล้ “ป้อมหมูทะลวง” มีการนำศพผ่านทั้งทางบกและทางท่าเรือวัดสระเกศฯ แล้วนำขึ้นถนนมายังเมรุดังกล่าวที่ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนอย่างถาวรและเรียกกันติดปากว่า “เมรุปูน”
ในด้านการสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดสุขาภิบาล ตั้งกรมสุขาภิบาล มีหน้าที่จัดหาน้ำกินน้ำใช้สำหรับประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยตั้งโรงสูบน้ำ ทำน้ำให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งซึ่งจะเป็นเชื้อโรคแล้วจำหน่ายไปในท้องถิ่นต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่า “การประปา” และจัดสร้างการประปาที่แยกสะพานแม้นศรีสำหรับแจกจ่ายน้ำประปาในพระนคร

การรื้อกำแพงเมืองและภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไป
กำแพงเมืองและป้อมรอบพระนครที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พังทลายลงบ้าง ถูกรื้อออกไปบ้าง เช่น ทรงมีพระราชประสงค์รื้อประตูสำราญราษฎร์หรือประตูผีและแนวกำแพงเมือง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ เพื่อขยายแนวถนนให้รับกับสะพานสมมตอมรมารคที่สร้างไว้อย่างงดงามเป็นสะพานเหล็กแบบเลื่อน และเป็นการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ พระองค์ทรงซื้อที่ดินตามแนวขยายถนนที่ประตูผี โดยรื้อถอนโรงแถวของเดิมออกไปพัฒนาบริเวณนี้ให้เป็นย่านธุรกิจการค้าที่ต่อเนื่องจากแยกเสาชิงช้า ผ่านแยกสำราญราษฎร์ สะพานสมมตอมรมารค ผ่านเมรุปูนวัดสระเกศฯ ออกนอกเมือง
ผลจากการปรับปรุงและตัดถนนทางบกภายในและนอกพระนครมากมายตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา ทำให้ภูมิทัศน์ทางกายภาพของกรุงเทพฯ [Urban Landscape of Old Bangkok] เปลี่ยนแปลงไปครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดและปรับปรุงถนนหลายสาย ทำให้ชุมชนกลุ่มต่างๆ ที่เคยอาศัยเกาะกลุ่มใกล้กับวังหรือบ้านเรือนของขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลแนวคูคลองต่างๆ ต้องแยกออกจากกันแล้วไปตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายหรือย้ายออกนอกเมืองไปอยู่อาศัยกับกลุ่มบ้านพวกเดียวกันนอกเมืองบ้าง เช่น กรณีของ “บ้านลาว” และ “บ้านญวน” และ “บ้านมอญ” “บ้านทวาย” เมื่อถูกถนนเจริญกรุง ถนนเฟื่องนคร ถนนตะนาวตัดผ่าน ร่องรอยของชุมชนย่านบ้านกลุ่มต่างๆ ก็หายไป ผู้คนที่มีเชื้อสายตระกูลตามกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ก็กระจายตัวไปด้วย และน่าจะผสมผสานไปกับกลุ่มชาวพระนครอื่นๆ จนไม่สามารถแยกแยะออกจากกันได้นอกจากคำบอกเล่าภายในตระกูลเท่านั้น
บทความที่เกี่ยวข้อง• พระนครเมื่อสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึงปัจจุบัน (๔) - โปรดติดตาม




Comments