top of page

ชีวประวัติมหัศจรรย์ของน่าน:ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และความสัมพันธ์ของผู้คน

Updated: Jan 4

ชีวประวัติมหัศจรรย์ของน่าน:ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และความสัมพันธ์ของผู้คน
ชีวประวัติมหัศจรรย์ของน่าน: ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และความสัมพันธ์ของผู้คน

ชีวประวัติมหัศจรรย์คือรูปแบบการเล่าเรื่องที่ผสมผสานระหว่างประวัติบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์หรือบุคคลในตำนาน เข้ากับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เพื่อใช้อธิบายความเป็นมาของ

บ้านเมือง หรืออธิบายชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีอยู่จริง ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มักจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเน้นย้ำว่าบุคคลที่เป็นตัวเอกของเรื่องนั้น มีความพิเศษและมีความสำคัญเหนือกว่าคนทั่วไป โดยนำเสนอเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา และวิถีชีวิตในปัจจุบันของผู้รับฟัง นอกจากจะเป็นการอธิบายที่มาที่ไปของสิ่งต่าง ๆ แล้ว เรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นเหมือนภาพสะท้อนทางสังคมและวัฒนธรรมในช่วงเวลาที่ก่อกำเนิดขึ้นอีกด้วย ทำให้เราสามารถมองย้อนกลับไปทำความเข้าใจคุณค่า

ความเชื่อ และค่านิยมของผู้คนในยุคนั้นได้ การตีความสาระที่ซ่อนอยู่ในชีวประวัติมหัศจรรย์เหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจสังคมในอดีตได้ดียิ่งขึ้น โดยขอยกตัวอย่างชีวประวัติมหัศจรรย์ของน่าน

คู่ไปกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี


หลักฐานโบราณคดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำน่านแสดงว่ามนุษย์เข้ามาทำกิจกรรมในพื้นที่เมืองน่านมาไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว จากเครื่องมือหินกะเทาะที่ทำจากหินกรวดแม่น้ำ และแหล่งผลิตเครื่องมือหินระดับอุตสาหกรรมที่ภูซางในพื้นที่นาน้อย หรือที่เมืองปัวพบกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ ๕,๐๐๐ ปีก่อน การพบหลุมฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านสันติภาพที่มีอายุประมาณ ๓,๘๐๐-๓,๐๐๐ ปี และกลองมโหระทึกที่เมืองน่านอายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปี แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์เหล่านี้มีอายุร่วมสมัยและมีความสัมพันธ์กับยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่จีนตอนใต้ ลาว และเวียดนาม ซึ่งสามารถนำชีวประวัติมหัศจรรย์ของขุนนุ่นและขุนฟอง ซึ่งได้รับการอธิบายว่าเป็นต้นโคตรวงศ์ลาวและกาว ปรากฏในตอนต้นของพื้นเมืองน่านฉบับวัดพระเกิด มาขยายความการติดต่อสัมพันธ์ของผู้คนเพิ่มเติมจากหลักฐานทางโบราณคดี เรื่องของขุนนุ่น ขุนฟอง เริ่มจากพรานป่านำไข่สองฟองที่ตนพบในป่าเข้ามาถวาย

พระญาภูคาเจ้าเมืองย่าง ไข่สองฟองแตกออกเป็นขุนนุ่นและขุนฟอง เมื่อทั้งสองเติบโตขึ้นได้แยกกันออกไปปกครองเมือง ขุนนุ่นได้ไปปกครองเมืองจันทบุรีปัจจุบันเชื่อว่าเป็นเมืองหลวงพระบางเป็นโคตรวงศ์ลาว ส่วนขุนฟองได้ปกครองเมืองปัวเป็นโคตรวงศ์กาว1


เรื่องขุนนุ่นที่ไปปกครองเมืองจันทบุรีมีลักษณะเป็นนิทานทั้งเรื่อง เพราะลูกสาวขุนนุ่นชื่อนางคำแลบ

พระญาใต้ให้ทูตมาสู่ขอไปเป็นเมีย แต่นางคำแลบมีน้ำลายเผ็ดและเค็ม ภายหลังถูกจับได้ว่าเอาน้ำลายใส่หม้อแกงให้พระญาใต้เสวย เมื่อพระญาใต้ทราบก็ขับไล่นางคำแลบออกจากเมือง สถานที่ที่นางคำแลบคายน้ำลายไว้จะเกิดเป็นบ่อเกลือ เรียกว่า บ่อว้า บ่อแน่ บ่อมาง บ่อพ้าก และจากเมืองใต้มาถึงเมืองจันทบุรีเกิดเป็นเกลือทรายเกลือค้างเพราะนางคำแลบอาบน้ำล้างตัว2 ที่เมืองน่านยังมีเรื่องกำเนิดบ่อเกลือสำนวน

อื่นอีก เช่น เรื่องย่าลัวะบ่อเกลือ กล่าวถึงย่าลัวะที่เอาน้ำอาบของตัวเองมาทำอาหารให้คนกิน สุดท้ายย่าถูกตัดสินให้โดนประหารด้วยหอก แต่ย่าไม่ตายทันที ย่ากระเสือกกระสนหนีไปทางไหนเลือดของย่าหยดลงดินก็กลายเป็นบ่อเกลือ บ่อน่าน บ่อเวร บ่อหยวก และย่าตายที่บ่อหลวงทำให้หมอผีลัวะจึงต้องฆ่าคนมาเซ่นย่า เป็นการอธิบายการเกิดขึ้นของแหล่งเกลือสินเธาว์ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอู แม่น้ำโขง และแม่น้ำน่าน

ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาในการผลิตเกลือสินเธาว์ที่ตกทอดอยู่ในพื้นที่ และลักษณะสังคมที่หญิงเป็นใหญ่

 

การต้มเกลือ
บ่อเกลือเมืองน่าน เป็นบ่อเกลือแห่งหนึ่งในเส้นทางเกลือสินเธาว์แถบลุ่มแม่น้ำอู แม่น้ำโขง และลุ่มแม่น้ำน่าน ตำนานนางคำแลบลูกขุนนุ่นทำให้เห็นภาพของแหล่งเกลือสินเธาว์ ที่เชื่อมโยงไปถึงเมืองใต้สักแห่งที่เป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ด้วยเช่นกัน

ส่วนเรื่องขุนฟองแสดงรอยต่อระหว่างนิทานกับเรื่องกึ่งประวัติศาสตร์ เรื่องโดยสังเขปมีว่า หลังจากปกครองเมืองปัวเป็นโคตรวงศ์กาวแล้ว ขุนฟองก็ได้มีทายาทต่อมาคือพระญาเก้าเกลื่อนที่ได้แม่ท้าวคำพินเป็นชายา ต่อมาพระญาเก้าเกลื่อนกลับไปอยู่กับพระญาภูคาที่เมืองย่าง พระญางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาจึงถือโอกาสมาตีเมืองปัว แม่ท้าวคำพินที่ตั้งครรภ์อยู่หนีออกจากเมืองปัว พระญางำเมืองได้ชายานางเมืองปัวชื่อนางอั้วสิม ก็ตั้งนางอั้วสิมให้ปกครองเมืองปัว นางอั้วสิมมีลูกชื่อเจ้าอามป้อม ด้านแม่ท้าวคำพินคลอดลูกออกมาชื่อเจ้าขุนไสย เจ้าขุนไสยได้เป็นขุนนางของพระญางำเมือง และได้ปกครองเมืองปลาด นางอั้วสิมผิดใจกับพระญางำเมืองเรื่องน้ำแกงควาย (โครงเรื่องเดียวกับพระร่วงเป็นชู้กับนางอั้วเชียงแสน) นางอั้วสิมจึงมาได้เจ้าขุนไสยเมืองปลาดเป็นผัวใหม่ แล้วตั้งเจ้าขุนไสยขึ้นปกครองเมืองปัวเปลี่ยนชื่อเป็นท้าวผานอง พระญางำเมืองจึงยกทัพจากเมืองพะเยาจะเข้ามาตีเมืองปัว แต่เมื่อเห็นเจ้าอามป้อมอยู่ในเมืองปัว ก็ยกทัพกลับ ภายหลังเจ้าอามป้อมก็ได้ไปอยู่กับพระญางำเมืองที่เมืองพะเยา3


พระญางำเมืองหรือลาวงำเมืองปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ของล้านนาหลายฉบับ แสดงว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง  


หลังจากนั้นพื้นเมืองน่านได้ให้รายชื่อกษัตริย์ปกครองเมืองน่านต่อจากท้าวผานอง (เจ้าขุนไสย) ได้แก่ ท้าวไส พระญาครานเมือง ท้าวผากอง ท้าวคำตัน พระญาศรีจันทะ พระญาหุง พระญาภูแข็ง พระญา

งัวสารผาสุม พระญาอินทแก่นท้าว ท้าวผาแสง รวม ๑๓ พระองค์ จึงสิ้นสุดเชื้อสายโคตรวงศ์กาวของขุนฟองในปีพุทธศักราช ๒๐๐๔ พระนามกษัตริย์โคตรวงศ์กาวที่เกิดจากขุนฟอง แตกต่างจากจารึก

ปู่ขุนจิดขุนจอดที่ทำขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๓๕ ดังนี้ “...(ส)บถด้วยกันนี้จุ่งให้ได้แก่...(อารัก)ษ์ ทั้งหลายอันมีในน้ำในถ้ำ...(ว)วศาหนพระญาผู้ปู่ ปู่พระญา ปู่เริง ปู่มุง ปู่พอง ปู่ฟ้าฟื้น (ผา)กอง ปู่พระญาคำฟู (พระ)ยาผากอง เท่านี้ดำพงศ์กำว...”4 คำว่า เท่านี้ด้ำพงศ์กาว ที่อยู่ปิดท้ายแสดงว่าบุคคลที่มีอยู่ในรายชื่อได้กลายเป็นด้ำหรือผีโคตรวงศ์ไปแล้วนั่นเอง

พื้นเมืองน่าน

จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด

พระญาภูคา (เมืองย่าง)

ปู่พระญา

-

ปู่เริง

ขุนนุ่น

ปู่มุง

ขุนฟอง

ปู่พอง

พระญาเก้าเกลื่อน

ปู่ฟ้าฟื้น

ท้าวผานอง (เจ้าขุนไสย)

ผากอง

ท้าวไส

-

พระญาครานเมือง

ปู่พระญาคำฟู

ท้าวผากอง

พระยาผากอง


แม้ประเสริฐ ณ นคร5 จะเคยสันนิษฐานว่าปู่มุง ปู่พอง น่าจะตรงกับขุนนุ่น ขุนฟอง ปู่พระยาหมายถึง

พระญาภูคาแต่รายชื่ออื่น ๆ ที่มีต่อมาก็ยังไม่ตรงกันสนิททีเดียว มีเพียงพระนามพระญาผากองที่น่าจะเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนจริง หลักฐานประวัติศาสตร์อื่นแสดงว่าพระญาผากองทรงมีอำนาจปกครองโคตรวงศ์กาว ระหว่างปีพุทธศักราช ๑๙๐๖-๑๙๓๑6 และทรงสถาปนาเมืองน่านเป็นศูนย์กลางการปกครอง ส่วนผู้ที่ทำจารึกปู่ขุนจิดขุนจอดคือท้าวคำตันเจ้าเมืองน่านลำดับต่อมา จารึกนี้มีเพื่อเป็น

หลักฐานการเป็นไมตรีกับพระมหาธรรมราชาที่ ๓ (ไสลือไท) และสะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางจากเมืองน่านลงมายังเมืองสุโขทัย ตามที่ปรากฏในจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นเส้นทางสำคัญทางการเมืองและการค้า ก่อนปีพุทธศักราช ๑๘๓๕ และเป็นเส้นทางการค้าที่สั้นที่สุดระหว่างพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางกับพื้นที่อ่าวไทยแถบเมืองสุพรรณบุรี

 

โครงสร้างเรื่องต้นกำเนิดผู้ปกครองบ้านเมืองเกิดจากนางนาค/ ฟองไข่ 


พื้นเมืองน่านระบุว่า ขุนนุ่น ขุนฟอง เกิดจากฟองไข่ นี่คือโครงสร้างเรื่องชีวประวัติมหัศจรรย์ที่พบในแถบลุ่มแม่น้ำสาละวิน อิระวดี แม่น้ำโขง และแม่น้ำยม เนื้อเรื่องโดยสังเขปมีว่า ชายหนุ่มที่เป็นคนในพื้นที่ได้พบรักกับหญิงสาวที่เป็นคนจากพื้นที่อื่น/เผ่าพันธุ์อื่น โดยกำหนดให้หญิงสาวมีชาติกำเนิด ฐานะ อิทธิฤทธิ์ สูงกว่าชายหนุ่มที่เป็นคนสามัญ ทั้งสองจะให้กำเนิดลูกที่จะได้สืบทอดคุณลักษณะที่ดี/ ของวิเศษ จากทางฝ่ายแม่ และจะได้ปกครองบ้านเมือง เช่น


ตำนานเมืองแสนหวี เริ่มเรื่องจากปู่ย่าปลูกกล้วยอยู่บ้านเจ้ต้อง ปลูกกล้วยได้แสนหวี มีลูกชื่อขุนอ้าย ขุนอ้ายชอบร้องเพลงและมีเสียงไพเราะ จนนางนาคที่ขึ้นมาเที่ยวเมืองคนได้ยินเสียงขุนอ้าย เกิดความพอใจแปลงร่างเป็นปลาทองมาอยู่ใกล้ขุนอ้าย ทั้งสองรักกันจนอยู่กินเป็นผัวเมีย นางนาคชวนขุนอ้ายลงเมืองนาค แต่เมื่อขุนอ้ายแอบเห็นนางนาคกับพวกเล่นน้ำในหนอง หางนาคฟาดน้ำเสียงดังราวฟ้าแตกก็หวาดกลัว ขอ

กลับไปเมืองคน นางนาคก็มาส่งขุนอ้ายแล้วบอกว่าตนกำลังมีครรภ์ แล้วจะมาวางไข่ที่ริมแม่น้ำ ขอให้

ขุนอ้ายมาดูแลไข่นั้น ขุนอ้ายจึงเอาใบตองตึงมาห่อไข่นั้น จนเกิดเป็นเด็กชายได้ชื่อว่าขุนตึงคำ ภายหลังได้แต่งงานกับลูกสาว พระเจ้าว่องตี้ สร้างเวียงตึงหรือโกสัมพี บางที่ก็เรียกว่าแสนหวี มีลูกคือขุนลู ขุนไล

ครองบ้านเมืองต่อจากพ่อ


เครือเมืองกูเมือง กล่าวถึงโคตรวงศ์กษัตริย์ทางเมืองมาว เกิดจากธิดาพระยานาคมาเที่ยวในโลกมนุษย์ เสียงร้องเพลงที่ไพเราะทำให้โอรสของพระอาทิตย์ตกหลุมรักนาง ต่อมาธิดาพระยานาคคลอดไข่ยักษ์ออกมา ๓ ฟอง ฟองหนึ่งฟักออกมาเป็นชายชื่อเลมีมัง เทวดาได้ประทานธนูและลูกธนูวิเศษให้ เลมีมังใช้ธนูที่ได้จากเทวดาออกล่าสัตว์ จนมาถึงเมืองพุกาม เวลานั้นมีหมูตัวผู้มีกำลังมากกว่าช้าง ๑๐๐ ตัว กับนกเลิงกาที่มีกำลังมาก อาละวาดในเมืองพุกาม เลมีมังฆ่าสัตว์ทั้งสองตัวได้ จึงได้เป็นลูกเขยของเจ้าเมือง เมื่อเจ้าเมืองพุกามตาย เลมีมังได้ปกครองบ้านเมืองแทนพ่อตา


พื้นเมืองเชียงแสน กล่าวถึงลาวเทืองสืบเชื้อสายโคตรวงศ์ลาวจากลวจังกราช พบรักกับนางแอกไคร่ลูกผีเสื้อ มีโอรสชื่อลาวทึง แต่ลาวเทืองเมื่อทราบว่านางแอกไคร่ไม่ใช่คน ก็เกิดความเบื่อหน่าย นางแอกไคร่

มอบลาวทึงให้ลาวเทืองนำไปเลี้ยงดู เมื่อลาวทึงเติบโตขึ้นก็ได้กลับมาหานางแอกไคร่ นางแอกไคร่ก็พาลาวทึงไปหาตานาย (ตายาย) ขอของวิเศษสำหรับสร้างบ้านเมือง ตอนท้ายมีการสร้างความเชื่อมโยงให้ลาวทึงเป็นทวดของขุนเจืองกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางอีกด้วย


พระราชพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระยาอภัยคามินีเสวยราชย์อยู่ในเมืองหริภุญไชยได้ไปจำศีลที่ภูเขา นางนาคเกิดความร้อนรนจึงขึ้นมาพบพระยาอภัยคามินี ได้เป็นผัวเมียกัน แล้วนางนาคจึงลากลับบาดาล พระยาจึงมอบผ้ารัตนกัมพลกับพระธำมรงค์ให้แก่นางนาค แล้วพระยาจึงกลับบ้านเมือง นางนาคคลอดลูกทิ้งไว้ที่ภูเขาพร้อมกับผ้ารัตนกัมพลและพระธำมรงค์ นายพรานป่าจึงเก็บเด็กทารกนั้นไปเลี้ยง พระยา

อภัยคามินีทรงสร้างปราสาท นายพรานก็ถูกเกณฑ์มาสร้างปราสาทด้วย นายพรานพากุมารน้อยมาด้วย แล้วให้นั่งภายใต้ร่มเงาของปราสาท เมื่อเวลาผ่านไป ปราสาทนั้นก็โอนเอนไปมา เพื่อกำบังแสงอาทิตย์ไม่ให้โดนตัวกุมารนั้น พระยาอภัยคามินีทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นจึงไต่ถามนายพราน ทราบความเป็นมาของกุมารกับได้เห็นผ้ารัตนกัมพลและพระธำมรงค์ จึงเชื่อว่าเป็นโอรสของตน ก็รับเลี้ยงไว้ให้ชื่อว่าเจ้าอรุณ ต่อมาตั้งเป็นพระยาร่วงครองเมืองสัชนาลัย พระยาร่วงองค์นี้เอาชนะขอมได้ พระองค์ลงไปอาบน้ำในแก่งหลวงแล้วหายตัวไป โครงสร้างเรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในจุลยุทธการวงศ์ คำให้การชาวกรุงเก่าด้วย


การปรากฏตัวขึ้นของชีวประวัติมหัศจรรย์ ที่ใช้โครงสร้างเรื่อง ต้นกำเนิดผู้ปกครองบ้านเมืองเกิดจาก

นางนาค/ฟองไข่ มักอยู่บนเส้นทางโบราณที่สัมพันธ์กับเมืองน่าน

 

เมืองน่านกับโครงข่ายเส้นทางติดต่อกับบ้านเมืองอื่น


เมืองน่านคือเมืองโบราณทางต้นน้ำของลุ่มแม่น้ำน่านที่ไหลลงมาสู่ที่ราบลุ่มน้ำผืนใหญ่ผืนแรกที่อุตรดิตถ์ซึ่งต่อเนื่องกับที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางของประเทศไทยจนถึงเมืองพิจิตร และกล่าวได้ว่าเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดจากดินแดนทางตอนใต้ของจีน ลาวเหนือ เวียดนามเหนือ ผ่านหลวงพระบาง น่าน สู่อ่าวไทย 


จารึกพ่อขุนรามคำแหง ปีพุทธศักราช ๑๘๓๕ ยืนยันการมีอยู่ของเส้นทางนี้

 

“... มากาวลาวแลไทเมืองใต้หล้าฟ้าฏ...ไทชาวอูชาวของมาออก...เบื้องตะวันออกรอดสรลวงสองแคว ลุมบาจาย สคาเท้าฝั่งของเถิงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้ว เบื้องหัวนอนรอคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ เพชรบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทร...” 

 

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ ๔
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ ๔ กล่าวถึงผู้คนที่เข้ามาถึงสุกโขไท (สุโขทัย) ใช้เส้นทางแม่น้ำอูแม่น้ำโขงมาถึงเมืองน่าน “...มากาวลาวแลไทเมืองใต้หล้าฟ้าต่อ ไทชาวอูชาวของมาออก...” แล้วเดินทางต่อไปยังดินแดนทางภาคกลางของประเทศไทยไปจนถึงสุพรรณภูมิ จึงออกสู่อ่าวไทย

 

ลื้อเมืองบุนใต้ แขวงพงสาลีประเทศลาว
ลื้อเมืองบุนใต้ แขวงพงสาลีประเทศลาว เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ จากน่านข้ามมายังหลวงพระบางไปยังเมืองอูจะใช้เส้นทางผ่านเมืองบุนใต้ เส้นทางนี้ใช้สืบต่อมาจนถึงยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในลาว ที่มาภาพ: https://scontent.fcnx1-1.fna.fbcdn.net/v/t1.6435-9/118479851_3258144180967510_3388128069173719702_n.jpg?_nc_cat=111&ccb=1-7&_nc_sid=127cfc&_nc_eui2=AeFSVeVa7EEXYnTVVhC5YZJbDDYgswIJqpsMNiCzAgmqm3Ydymo6uPTKNB8qSd6TOwCDs598R1IUhL0CpuyNkPaq&_nc_ohc=SmOAmfiHb50Q7kNvwFDJtFe&_nc_oc=Adlcp28MU5o6lRJGj9NlTKtOnyhVmb1t_9tGgurmitxdE02O6L1os3-SlL60SMZkzEY&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fcnx1-1.fna&_nc_gid=2j-OJgcbBTcTvCMCYuBqyw&oh=00_AfU5QjKbYFgaygoADlA-1g9ZNF6i4JgN7h8XvRGzLZP16w&oe=68D0F769

ภูมิประเทศฟากตะวันออกของเมืองน่านเป็นเทือกเขาหลวงพระบางที่ทอดตัวยาวเป็นกำแพงธรรมชาติอันแข็งแกร่ง กั้นพรมแดนระหว่างเมืองน่านกับเมืองหลวงพระบาง ส่วนฟากตะวันตกก็มีแนวเทือกเขาผีปันน้ำทำหน้าที่เป็นปราการกั้นเขตแดนจากเมืองแพร่และเมืองพะเยา หัวใจของเมืองน่านคือแม่น้ำน่านที่ไหลจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ มุ่งหน้าสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ จากเมืองน่านมีเส้นทางไปยังเมืองหลวงพระบาง และจากเมืองหลวงพระบางมีเส้นทางล่องเรือทวนกระแสแม่น้ำโขงขึ้นไปยังปากอู แล้วล่องต่อไปยังหาดสาและเมืองขวา จึงเปลี่ยนเส้นทางเดินขึ้นบกไปยังแขวงพงสาลี เส้นทางนี้ใช้ได้ในหน้าน้ำ ในหน้าแล้งจะล่องแม่น้ำโขงไปยังปากแบงแล้วเปลี่ยนเส้นทางไปเมืองฮุนเข้าสู่เมืองบุนใต้ เมืองบุนเหนือ เมืองอูใต้ เมือง

อูเหนือ เมืองอูทั้งสองแห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสิบสองปันนาที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงรุ่งและเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ผลิตเพื่อการส่งออกไปยังบ้านเมืองอื่น แต่ทั้งสองเมืองได้ถูกฝรั่งเศสรวมเข้ากับลาว


จากเมืองน่านสามารถเลือกล่องตามแม่น้ำโขงลงมาทางหนองคายได้ และจากเมืองน่านจะมีเส้นทางหลายเส้นทางที่ติดต่อกับบ้านเมืองในล้านนา เช่น เมื่อออกจากเมืองน่านใช้เส้นทางไต่สันดอยลงมาทางเมืองเชียงม่วนที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำปี ผ่านบ้านท่าฟ้า บ้านโป่ง บ้านข่อย เข้าสู่เมืองเทิง เป็นเส้นทางจาก

หลวงพระบางใช้เดินทางเข้าสู่ล้านนา7 หรือเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างพะเยากับเมืองน่านที่พาดผ่านไปทางเวียงจุน จากการสำรวจของศรีศักร วัลลิโภดม ทำให้ทราบว่ามีเส้นทางจากเมืองปงในลุ่มแม่น้ำยมมายังเมืองจุนในลุ่มน้ำแม่อิงมีพระธาตุขิงแกงเป็นจุดสังเกต ประวัติวัดพระธาตุขิงแกงระบุว่าเจ้ามหาชีวิต

เมืองน่านมาทำการบูรณปฏิสังขรณ์สะท้อนให้เห็นการติดต่อระหว่างน่านกับเมืองในเขตพะเยา8 หรือจากเมืองน่านใช้เส้นทางในแม่น้ำโขงขึ้นมายังเมืองเชียงของ และจากเมืองเชียงของสามารถเดินทางไปยังเมืองพะเยา และเมืองเชียงแสน จากเมืองเชียงแสน อาจเลือกเส้นทางเข้าสู่เมืองฝาง โดยใช้เส้นทางตามแนว

น้ำฝาง จากเส้นทางแนวแม่น้ำฝางสามารถแยกไปทางเมืองนาย และอังวะ หรือมุ่งหน้าลงใต้ เข้าสู่เมืองเชียงใหม่


เมื่อเดินทางออกจากเมืองน่านลงมาทางใต้โดยใช้เส้นทางที่ขนานไปกับแม่น้ำน่านลงมายังนาน้อย นาหมื่น จากนั้นจะพบกับผืนน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากเขื่อนสิริกิติ์ที่สร้างกั้นแม่น้ำน่าน ผืนน้ำนี้แผ่ปกคลุมพื้นที่เดิมที่เคยเป็นท่าเรือชื่อท่าแฝกและท่าปลา จากท่าปลาล่องแม่น้ำน่านลงมาสู่เมืองฝาง ทุ่งยั้ง อุตรดิตถ์ (ท่าน้ำทางเหนือ) และเมืองพิษณุโลกตามลำดับ และจากอุตรดิตถ์จะมีเส้นทางมายังศรีสัชนาลัยและสุโขทัยที่ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำยม


พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมณฑลฝ่ายเหนือเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๔๔ พระองค์เสด็จโดยทางชลมารคมาถึงเมืองบางโพ (อุตรดิตถ์) วันที่ ๒๓ ตุลาคม เจ้านครน่านซึ่งเดินทางลงมาจากเมืองน่านทางเรือมาคอยรับเสด็จอยู่ที่นั่น ส่วนเจ้านครลำปางกับเจ้านครเมืองแพร่เดินทางมาทางบกโดยใช้เส้นทางข้ามเขาพลึงลงมายังท่าเสาซึ่งอยู่เหนือท่าอิฐไปประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร9 แสดงว่าการเดินทางในแม่น้ำน่านแม้จะเป็นในฤดูแล้ง แต่ก็ยังใช้เรือขนาดเล็กเดินทางขึ้น-ลงได้ อนึ่ง เส้นทางโบราณสายนี้มีชีวิตชีวาอยู่จนเส้นทางรถไฟได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้า รวมทั้งเขื่อนสิริกิติ์ที่ลบร่องรอยเส้นทางคมนาคมโบราณสายนี้ไปช่วงใหญ่

 

แผนที่มณฑลมหาราษฎร์
แผนที่มณฑลมหาราษฎร์ แสดงแนวเทือกเขาที่โอบล้อมพื้นที่จังหวัดน่านและพื้นที่ราบระหว่างแนวเทือกเขา พื้นที่เพาะปลูกมีไม่มาก ฤดูฝนทำให้การสัญจรทำได้ยากลำบาก เกิดอุทกภัยบ่อย ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง เป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถตั้งชุมชนเมืองขนาดใหญ่ได้ แต่เพราะพื้นที่มีทรัพยากรเกลือ และเป็น เส้นทางการค้าจากทางลุ่มแม่น้ำอู แม่น้ำโขง ลงมาแม่น้ำน่าน ไปยังที่ราบภาคกลางของประเทศไทย จนถึงอ่าวไทย จึงทำให้น่านมีกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

 

จากเขื่อนสิริกิติ์ลงมาทางใต้ไม่ไกลนักจะพบกับแม่น้ำปาดที่ไหลจากเทือกเขาหลวงพระบางลงมาสบกับแม่น้ำน่าน หากเดินทางทวนกระแสน้ำปาดขึ้นไปแล้วขึ้นเดินบกต่อไปยังแม่น้ำว้า จะไปถึงปากลายในดินแดนลาว จากปากลายนี้ถ้าล่องเรือในแม่น้ำโขงต่อมาจะถึงเมืองหนองคาย เมืองเวียงจันทน์


แม่น้ำปาดมีช่องเขาที่เชื่อมต่อกับคลองตรอนและทองแสนขัน แม้ว่าแม่น้ำปาดจะมีกระแสน้ำไหล

เชี่ยวกรากแต่ก็มีการใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำปาดย้อนขึ้นไปผ่านช่องเขาที่บ้านม่วงเจ็ดต้น เพื่อเข้าสู่แขวงไชยบุรีของลาวทางตะวันตกของแม่น้ำโขงที่เมืองปากลาย แล้วขึ้นเรือทวนกระแสน้ำไปยังเมือง

หลวงพระบาง หรือล่องแม่น้ำโขงลงมาทางใต้ถึงเมืองแก่นท้าวและท่าลี่ในเขตเมืองเลย


ถึงแม้ว่าเมืองน่านจะติดต่อกับบ้านเมืองได้รอบทิศตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสูงชันและพื้นที่ราบที่จำกัด ทำให้การเดินทางข้ามพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนที่การคมนาคมแทบจะหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง รวมทั้งพื้นราบสำหรับทำกินมีน้อย ส่งผลทำให้เมืองน่านไม่สามารถพัฒนาเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่มีเครือข่ายบ้านเมืองในปกครองจำนวนมากได้ แต่ก็เป็นเพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์นี้อีกเช่นกันที่ทำให้เมืองน่านสามารถยืนเดี่ยวคุม

เส้นทางการค้าของล้านนาตะวันออกมาช้านาน อย่างน้อยตั้งแต่ก่อนที่ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงจะจารึกถึงชาวกาวเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๓๕


เมื่อพระญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และพระญาแสนภูทรงฟื้นฟูเมืองรอยตั้งเป็นเมืองเชียงแสน ปริมาณการค้าที่ใช้เส้นทางผ่านเมืองน่านคงลดน้อยลง และสิ้นสุดบทบาทลงไปโดยปริยายเมื่อเส้นทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงลำปางเปิดทำการเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๙


สำหรับเส้นทางโบราณสายอื่น ๆ ก็จะมีชีวประวัติมหัศจรรย์ที่เล่าโดยใช้โครงสร้างเรื่อง แตกต่างออกไป เช่น โครงสร้างเรื่องผู้ปกครองบ้านเมืองไต่บันไดลงมาจากฟ้า โครงสร้างเรื่องคนกำเนิดในน้ำเต้าปุง  โครงสร้างเรื่องที่แตกต่างกันนี้ แสดงว่าคนที่เล่าเรื่องเป็นคนต่างกลุ่ม

 

โครงสร้างเรื่องผู้ปกครองบ้านเมืองไต่บันไดลงมาจากฟ้า


ชีวประวัติมหัศจรรย์ของบ้านเมืองที่เริ่มต้นว่าต้นโคตรวงศ์ไต่บันไดลงมาจากฟ้า โครงสร้างเรื่องแบบนี้ พบได้ในตำนานกำเนิดบ้านเมืองของกลุ่มชนตระกูลไทตอนใต้ของจีน บริเวณรอยต่อลุ่มแม่น้ำโขงและ

แม่น้ำคง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับทิเบต อินเดีย และเมียนมา เช่น


พงศาวดารไทใหญ่ ฉบับแปลของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เริ่มเรื่องกล่าวถึงลูกของขุนตุงคำที่เป็นเทพอยู่บนสวรรค์ชื่อขุนลูและขุนไล ทั้งสองลงจากฟ้าโดยไต่สะพานทองคำลงมาที่แม่น้ำเมา พร้อมขุนตุนและลูกขุนตุนชื่อขุนพุน พร้อมอำมาตย์ติดตาม ขุนตุงคำมอบไก่ตัวหนึ่งพร้อมมีดเล่มหนึ่งให้ขุนลู ขุนไล แล้วสั่งว่าเมื่อลงไปถึงเมืองคนให้ฆ่าไก่เซ่นไหว้ขุนตุงคำ แล้วให้ลูกทั้งสองกินหัวไก่ก่อนจะแบ่งปันเนื้อไก่ให้แก่พวกอำมาตย์ แต่ขุนทั้งสองไม่ทำตาม ไก่กับมีดก็หายไป ขุนทั้งสองจึงให้

เจ้าติกานขึ้นไปเมืองสวรรค์ เอาไก่กับมีดลงมาให้ เมื่อเจ้าติกานได้ไก่กับมีด ก็ลงมาบอกขุนลู ขุนไล ว่า

ขุนตุงคำโกรธทั้งสอง จึงให้ทั้งสองกินเนื้อไก่บางส่วน หัวไก่กับเนื้อที่เหลือมอบให้อำมาตย์ แล้วเจ้าติกานฉวยโอกาสกินหัวไก่จนหมด จากนั้นจึงขอให้ขุนลู ขุนไล มอบเมืองมิถิลาให้เจ้าติกานปกครอง (ฮุนนำ,

ยูนนาน) ส่วนขุนทั้งสองได้ปกครองเพียงเมืองไทใหญ่ ขุนลูสร้างเทวรูปชายหญิงให้ชื่อว่าสูงและเสง เก็บใส่หีบไว้แล้วพาคนของตนออกจากแม่น้ำเมาไปสร้างบ้านเมืองใหม่


โครงสร้างเรื่องราวในแนวทางเดียวกันนี้อยู่ในพงศาวดารเมืองมาว ตำนานเมืองเมาฉบับไตพ่าเก่

ตำนานอาหม อาหมบุราญจี ผู้ปกครองบ้านเมืองไต่บันไดลงมาจากฟ้า จากนั้นจึงมีการต่อเติมเรื่องเล่าให้มีตัวเอกมากขึ้น เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้นหรือซับซ้อนมากขึ้น ความมหัศจรรย์หรือปาฏิหาริย์ก็ขาดไม่ได้ หรือมีการควบรวมเอาโครงสร้างเรื่องอื่นเข้ามาประกอบ เช่น พงศาวดารไทอาหม เริ่มเรื่องโดยกล่าวถึง

น้ำท่วมโลกไปแล้ว ผีฟ้าลงมาปลูกน้ำเต้า น้ำเต้าแตกกลายเป็นคน ผีฟ้าลงมาใหม่หว่านพันธุ์คนแต่ก็ยังไม่มีคนเต็มเมือง จึงให้เจ้าผาลานลงมาหว่านพันธุ์คนอีก จากนั้นให้เฒ่าเล็บลิง เฒ่าวันแสง ลงมาสั่งสอนคนบนโลก แลงดอนเจ้าฟ้าแผด (เจ้าสายฟ้า) ให้หลานแถนคือขุนหลวง ขุนหลาย ลงมาอยู่เมืองรี เมืองรำ ปกครองคนทั้งหลาย ให้ดาบกับกลองเป็นของวิเศษ และให้เคารพญาติทางฝ่ายเมีย แล้วจึงฆ่าไก่ดูกระดูกเสี่ยงทาย เมื่อผลออกมาดีจึงชวนกันไต่บันไดเหล็กลงมาพื้นโลก จะเห็นว่ามีการนำโครงสร้างเรื่องคนเกิดในน้ำเต้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว เพิ่มการเสี่ยงทายด้วยกระดูกไก่ การเคารพญาติพี่น้องฝ่ายเมีย เข้าไปด้วย


หรือเรื่องราวในตอนต้นของราชวงศ์มังรายที่อยู่บนรอยต่อแม่น้ำโขงตอนบนและตอนล่าง มีการใช้โครงสร้างเรื่องผู้ปกครองบ้านเมืองไต่บันไดลงมาจากฟ้า เพื่ออธิบายที่มาของโคตรวงศ์ โดยปรับให้

ลวจังกราชที่เป็นต้นราชวงศ์ มีความเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนา โดยใช้การอ้างถึงการกลับชาติมาเกิด กล่าวคือ ลวจังกราชผู้นี้ ในชาติก่อนเกิดเป็นปู่เจ้าลาวจก เป็นชาวลัวะ และเป็นเจ้าของที่ดินที่สร้าง

พระธาตุดอยตุง เมื่อตายไปแล้วก็ไปเป็นเทวบุตร ตอนที่แผ่นดินลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางขาดผู้ปกครอง ก็พาดบันไดเงินไต่ลงมาเกิดเป็นลวจังกราช ต้นราชวงศ์ลาว และกษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมืองสืบสายเลือดมาจากลวจังกราชก็จะใช้คำนำหน้าพระนามว่า “ลาว” ต่อเนื่องกันมาถึง ๒๔ องค์ มีการแยกสาขาไปเป็นโคตรวงศ์สายรองคือโคตรวงศ์ “กาว” อยู่ที่เมืองน่าน

 

โครงสร้างเรื่องคนกำเนิดในน้ำเต้าปุง


โครงสร้างเรื่องคนกำเนิดในน้ำเต้าปุงแพร่หลายในดินแดนยูนนาน กุ้ยโจว ลาวตอนเหนือติดต่อกับทางเวียดนามเหนือ


ทางยูนนานมีตำนานว่า เมื่อน้ำท่วมโลก มีน้ำเต้าลอยมาลูกหนึ่ง ในน้ำเต้ามีผู้ชายแปดคน เทพธิดาแปลงให้ชายสี่คนกลายเป็นผู้หญิงสี่นาง แปดคนนี้ได้แต่งงานเป็นผัวเมียกัน สืบทอดลูกหลานต่อมา (จุดสังเกตที่

น่าสนใจ ได้แก่การที่หญิงเมื่อแรกเกิดขึ้นในโลกเป็นชายมาก่อน แล้วถูกเปลี่ยนให้เป็นผู้หญิง)


ว้าในยูนนาน มีตำนานว่าเมื่อน้ำท่วมโลก ทะเลกับท้องฟ้าชนกัน มีเรือลำหนึ่งลอยมาจากขอบฟ้า ในเรือมีน้ำเต้าลูกหนึ่ง วัวที่กำลังหิว เข้าไปแทะน้ำเต้า เมล็ดน้ำเต้าตกลงไปในทะเล งอกออกมาเป็นแผ่นดิน เป็นดอยภู ต่อมาบนดอยภูเกิดลูกน้ำเต้า มีนกมาเจาะน้ำเต้า แล้วมีคนออกมาจากน้ำเต้า


พวกโลโลในยูนนานมีตำนานว่าเทพส่งลูกน้ำเต้ามายังโลกสองลูก ลูกหนึ่งมีผู้ชายชื่อซีซาออกมา อีกลูกหนึ่งมีผู้หญิงชื่อเนซาออกมา พวกเขาให้กำเนิดลูกชาย ๙ คน ลูกสาว ๙ คน ชายหญิงทั้งเก้านี้เป็นผัวเมียกัน ให้กำเนิดชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ฮั่น (จีน) อี๋ ไต ธิเบต จิ่งปอ นาซี


เรื่องคนเกิดในน้ำเต้าที่ล้านนารับรู้ น่าจะรับผ่านทางล้านช้าง ตามเรื่องราวใน “พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิม”10 เป็นเอกสารเก่าแก่ที่บันทึกประวัติศาสตร์การสร้างบ้านแปงเมืองของชนชาติลาว (ไทลาว) และอาณาจักรล้านช้างมาตั้งแต่ยุคโบราณ เนื้อหาที่น่าสนใจและโดดเด่นอย่างยิ่งคือช่วงต้นเรื่อง ที่ถูกเล่าขานในลักษณะชีวประวัติมหัศจรรย์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าตำนานในล้านนา สะท้อนให้เห็นถึง

ความเชื่อและโลกทัศน์ของชนเผ่าไทในอดีตได้อย่างลึกซึ้ง เรื่องราวในช่วงต้นไม่ได้เริ่มจากกษัตริย์ หรือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของอารยธรรมมนุษย์ในบริเวณที่ราบลุ่ม เมื่อผู้คนเริ่มรวมตัวกันสร้างบ้านแปงเมือง และรู้จักการทำมาหากินในแหล่งน้ำ เช่น การจับปลาหรือการเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ แต่เมื่อได้ข้าวได้ปลามาแล้ว พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่แสดงความเคารพต่อ “ผี” ซึ่งเป็นผู้ดูแลสรรพสิ่งในโลกมนุษย์ เช่นไม่ส่งอาหารเป็นเครื่องเซ่นไหว้ผี การกระทำอันไม่เหมาะสมนี้สร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าผีเป็นอย่างยิ่ง จึงได้บันดาลให้เกิดน้ำท่วมโลก น้ำได้ท่วมท้นบ้านเมืองจนผู้คนไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน เพื่อหนีภัยน้ำท่วม มนุษย์ทั้งหลายจึงต้องสร้างแพเพื่อลอยตัวขึ้นไปพึ่ง “แถน” บนสวรรค์ แถนได้เมตตาให้ผู้คนได้อาศัยอยู่บนฟ้า แต่ชีวิตบนสวรรค์กลับไม่ได้ราบรื่นและมีความสุขอย่างที่คิด เพราะพวกเขาขาดแคลนทรัพยากร และคิดถึงวิถีชีวิตแบบเดิมที่คุ้นเคยในโลกมนุษย์ ท้ายที่สุด ผู้คนก็ตัดสินใจขอลงมาใช้ชีวิตในโลกมนุษย์อีกครั้ง แถนจึงส่งพวกเขาลงมายังบริเวณที่เรียกว่า “เมืองนาน้อยอ้อยหนู”  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ และยังมอบ “ควาย” ซึ่งเป็นสัตว์สำคัญในการเกษตรกรรมมาช่วยไถนา เพื่อให้มนุษย์สามารถกลับมาสร้างชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นคง


เมื่อกาลเวลาผ่านไป ควายที่ช่วยเหลือมนุษย์มาอย่างยาวนานก็ได้ล้มตายลง ผู้คนจึงได้ทิ้งซากของมันไว้ที่เมืองนาน้อยอ้อยหนู โดยไม่ได้ให้ความสำคัญใด ๆ กับซากนั้น ซากควายที่ถูกทิ้งไว้นั้นกลับกลายเป็น

ต้นกำเนิดของ “เครือน้ำเต้าปุง” เครือนี้เติบโตอย่างรวดเร็วและออกผลน้ำเต้าปุงขนาดมหึมา ภายใน

ผลน้ำเต้านั้นมีเสียงดังเซ็งแซ่เหมือนมีสิ่งมีชีวิตมากมายอาศัยอยู่ ทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยและไม่กล้าเข้าไปใกล้ ชายคนหนึ่งชื่อ “ปู่ลางเชิง” ตัดสินใจที่จะไขปริศนานี้ เขาได้นำเอาเหล็กเผาจนแดงก่ำแล้วนำไปจี้ที่ผลน้ำเต้าปุง เมื่อเหล็กร้อนสัมผัสกับผิวน้ำเต้าปุง ก็มีกลุ่มคนแรกทะลักออกมา พวกเขาคือ ไทลม และ ไทลี จากนั้น “ขุนคาน ก็เข้ามาใช้สิ่วคว้านรูที่ถูกจี้ให้กว้างขึ้น เพื่อให้กลุ่มคนที่เหลือสามารถออกมาได้ง่ายขึ้น และจากรูที่ถูกขยายให้กว้างนี้เอง ทำให้มีผู้คนอีกสามกลุ่มใหญ่ตามออกมา ได้แก่ ไทเลิง (เลือง), ไทลอ (ลาว) และ ไทควาง (กว่าง) ชีวประวัติมหัศจรรย์นี้อธิบายแนวคิดเรื่องลำดับชั้นทางสังคม โดยให้กลุ่มคนที่ออกมาจากผลน้ำเต้าปุงก่อน ได้แก่ ไทลมและไทลี มีอำนาจและได้เป็นใหญ่เหนือผู้ที่ออกมาทีหลัง พวกเขามีบทบาทในการปกครองและจัดระเบียบสังคม ทำให้เกิดเป็นชนเผ่าและอาณาจักร

ต่าง ๆ ขึ้นมา


ในที่สุดหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์อันเป็นจุดกำเนิดของมนุษย์แล้ว พงศาวดารล้านช้างจึงเข้าสู่ช่วงประวัติศาสตร์จริงจังมากขึ้น เมื่อแถนส่ง “ขุนบูลมมหาราชาธิราช ซึ่งเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ลงมายังโลกมนุษย์ พร้อมกับรี้พลเพื่อตั้งบ้านแปงเมืองตามที่ต่าง ๆ ขุนบูลมเป็นต้นตระกูลของกษัตริย์ในอาณาจักรต่าง ๆ และเป็นผู้สร้างอารยธรรมให้กับชนเผ่าไทในดินแดนแถบนี้อย่างแท้จริง เรื่องราวในพงศาวดาร

ล้านช้างฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นตำนานที่มีความสำคัญทางมานุษยวิทยาอย่างยิ่ง มันสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องของผีและแถนที่เป็นผู้สร้างและผู้ดูแลโลก อีกทั้งยังเป็นนิทานที่อธิบายถึงจุดกำเนิดของมนุษย์ ความหลากหลายของชนเผ่า และการจัดลำดับชั้นทางสังคมได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแตกต่างจากตำนานในดินแดนอื่น ๆ และทำให้เราเข้าใจถึงรากเหง้าของ

ชาวไทลาวได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น


โครงสร้างเรื่องคนกำเนิดในน้ำเต้าปุงมีแทรกอยู่ในพื้นเมืองเชียงแสนตอนหนึ่งเล่าเรื่องลัวะ ๑๑ มาง (มาง, ละมาง หมายถึงโคตรวงศ์ลัวะ/ผีบรรพชน ที่จะต้องมีการเซ่นไหว้) เกิดมาจากน้ำเต้าทะกานผลเดียว


เรื่องราวเริ่มต้นจากผีหนองน้ำไปหาพันธุ์น้ำเต้าทะกานมาได้ ๑ เม็ด นำมาปลูกไว้จนเกิดเป็นหมากน้ำเต้าใหญ่ แตกออก เม็ดพันธุ์กระเด็นไปตกในรอยตีนหมูเถื่อน กวาง ฟาน กลายเป็นลูกอ่อนน้อย (ทารก) ผีเสื้อ (ผีบรรพชน) เก็บมาเลี้ยง ทารกมีเนื้อตัวดำ เรียนภาษาจากพวกหมู กวาง ฟาน แจ้ วอก ค่าง ชุมนุมกันอยู่ที่เมืองจอมตุงเป็นลัวะ ๑๑ คน เป็น “มางใหญ่” แล้วแยกย้ายกันออกไปปกครองบ้านเมืองต่าง ๆ11 เรื่องคนลัวะเป็นพวกเกิดในน้ำเต้านี้อาจจะเป็นเรื่องเขียนภายหลังจากที่คนจากทางยูนนาน หรือ

สิบสองปันนา เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในล้านนาแล้ว และไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

 

จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์
นอกจากกองคาราวานขนสินค้าที่มีช้าง ม้าต่าง วัวต่าง ขบวนใหญ่ ชนชาติพันธุ์ที่เดินเท้าเข้ามาค้าขายในเมืองน่าน พราน กลุ่มแสวงหาที่ทำกิน สามารถใช้เส้นทางป่าและทางเลียบแม่น้ำของเมืองน่าน เดินทางไปได้หลายที่ และนำชีวประวัติมหัศจรรย์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ที่มา: จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์

 

เมืองน่านที่โดยภูมิประเทศที่ตั้งเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านคุมเส้นทางจากลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางพุ่งตรงลงมายังพื้นที่ราบภาคกลางประเทศไทยมายังอ่าวไทยแถบเมืองสุพรรณบุรี มีเรื่องเล่าชีวประวัติมหัศจรรย์ที่ใช้โครงสร้างเรื่องต้นกำเนิดผู้ปกครองบ้านเมืองเกิดจากนางนาค/ ฟองไข่ เมื่อกล่าวถึงขุนนุ่น ขุนฟอง ส่วนโครงสร้างเรื่องผู้ปกครองบ้านเมืองไต่บันไดลงมาจากฟ้า เห็นได้ว่านำเอาเรื่องของลวจังกราชต้น

โคตรวงศ์ลาวเข้ามาโดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเมืองน่าน และไม่นำโครงสร้างเรื่องคนเกิดใน

น้ำเต้าปุงมาใช้ การคัดเลือกเรื่องที่จะเล่านี้ได้แสดงว่าเมืองน่านในยุคแรกเริ่มมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่เริ่มในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา น่าจะมีการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มคนในลุ่มแม่น้ำสาละวิน อิระวดี แม่น้ำโขงตอนกลาง ลงมายังแม่น้ำยม (แม่น้ำโพ) จนถึงปากน้ำโพ มากกว่ากลุ่มไทตอนใต้ของจีน ยูนนาน กุ้ยโจว สิบสองปันนา พื้นที่บริเวณรอยต่อลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำคง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับทิเบต อินเดีย และเมียนมา ลาวตอนเหนือติดต่อกับทางเวียดนามเหนือ

 

1 นิธิ เอียวศรีวงศ์, บรรณาธิการ, พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด, สรัสวดี อ๋องสกุล, ปริวรรต (กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ, ๒๕๓๙)

๕๒-๕๔.

2 เรื่องเดียวกัน, ๖๕-๖๖.

3 เรื่องเดียวกัน, ๕๘-๕๙.

4 จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๗, จาก https://db.sac.or.th/inscriptions/ inscribe/image

detail/24717. 

5 ประเสริฐ ณ นคร, “ผากอง,พระยา”, ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด: รวมบทนิพนธ์ “เสาหลักทางวิชาการ” ของ ศาสตราจารย์ประเสริฐ

ณ นคร (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๙) ๒๕๔-๒๔๕.

6 นิธิ เอียวศรีวงศ์, บรรณาธิการ, เรื่องเดิม, ๖๕-๖๖.

7 Pierre Ort, ล้านนาไทยในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง, พิษณุ จันทร์วิทัน, แปล, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพฯ: สายธาร, ๒๕๔๖)

๑๔๓-๑๔๙.

8 ศรีศักร  วัลลิโภดม, ประวัติศาสตร์โบราณคดีของล้านนาประเทศ (กรุงเทพฯ: พิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, ๒๕๔๕) ๒๒๖. แสดง

ความเห็นสอดคล้องกับประเสริฐ ณ นคร พญาร่วงที่อยู่ในตำนานว่าเป็นชู้กับชายาพญางำเมืองเป็นเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัยที่ เมืองน่าน

9 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือในรัชกาลที่ ๕ (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร,

๒๕๖๑) ๗๘.

10 สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ลำดับกษัตริย์ลาว, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, ๒๕๔๕) ๑๒-๑๓.

11 นิธิ เอียวศรีวงศ์, บรรณาธิการ, พื้นเมืองเชียงแสน, สรัสวดี อ๋องสกุล, ปริวรรต ตรวจสอบ และวิเคราะห์ (กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ,

๒๕๔๖) ๕๑-๕๒.


บรรณานุกรม

นิธิ เอียวศรีวงศ์. บรรณาธิการ. พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด. สรัสวดี อ๋องสกุล. ปริวรรต. กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ. ๒๕๓๙.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. บรรณาธิการ. พื้นเมืองเชียงแสน. สรัสวดี อ๋องสกุล. ปริวรรต ตรวจสอบ และวิเคราะห์.กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ. ๒๕๔๖.

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือในรัชกาลที่ ๕.กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. ๒๕๖๑.

ศรีศักร  วัลลิโภดม. ประวัติศาสตร์โบราณคดีของล้านนาประเทศ. กรุงเทพฯ : พิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด. ๒๕๔๕.

สุรศักดิ์ ศรีสำอาง. ลำดับกษัตริย์ลาว. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. ๒๕๔๕.

Pierre Ort. ล้านนาไทยในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง. พิษณุ จันทร์วิทัน. แปล. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: สายธาร. ๒๕๔๖.

 


Comments

Rated 0 out of 5 stars.
No ratings yet

Add a rating
bottom of page