มากกว่ามารดาและมเหสี: อำนาจของ “เจ้ามหาเทวี” จากยุคพระญามังรายถึงพระเจ้าติโลกราช
- ฉัตรลดา สินธุสอน

- May 17
- 4 min read
Updated: May 28

จากตัวแทนเครือญาติสู่สาระสำคัญแห่งบุญญาธิการ
ในประวัติศาสตร์ล้านนายุคต้น ซึ่งเป็นช่วงที่กษัตริย์ในโคตรวงศ์ลาว ยังใช้คำนำหน้าพระนามว่า “ลาว” บทบาทของเจ้ามหาเทวีถูกจำกัดอยู่เพียงการเป็นตัวแทนสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ โดยคุณค่าของพวกนางขึ้นอยู่กับชาติตระกูลที่ตนเองถือกำเนิด และต้องมีรูปลักษณ์ที่เหมาะสมต่อการเป็นคู่ครองของกษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ปรากฏการณ์สงครามชิงนางที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ จึงไม่ได้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แต่คือ “สาระสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งอำนาจ และการสืบทอดต่อบุญญาธิการ” ผ่านการให้กำเนิดทายาทผู้สืบทอดสายเลือดที่สมบูรณ์ ทั้งจากฝ่ายบิดาและมารดา บางกรณีมารดามีฐานะหรือที่มาที่ไปไม่ชัดเจน มักจะปรากฏการณ์สร้างคำอธิบายว่านางคือนาคหรือนางฟ้าที่จำแลงลงมา เพื่อเป็นการยกสถานะของบุตรให้สูงส่ง
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนของบริบทดังกล่าว ปรากฏในรัชสมัยพระญามังราย เมื่อพระองค์ทรงสืบทอดอำนาจปกครองจากลาวเม็ง โดยมีพระมารดาคือนางเทพคำข่าย (หรืออั้วมิ่งจอมเมือง) เป็นผู้สืบวงศ์ตระกูล
เจ้าเมืองเชียงรุ่ง ซึ่งนอกจากความสำคัญในฐานะผู้ให้กำเนิด ก็ไม่มีการกล่าวถึงบทบาทอำนาจบารมีของเจ้ามหาเทวี ในรัชสมัยพระญาคราม และพระญาแสนภู ที่ครองราชย์สืบต่อมาก็เป็นเช่นเดียวกัน
ปัญหาการระบุตัวตนเจ้ามหาเทวี
เมื่อประวัติศาสตร์ดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ตำแหน่ง “เจ้ามหาเทวี” ไม่ได้เป็นแค่ตำแหน่งเรียกขานผู้ให้กำเนิดอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นตำแหน่งสตรีผู้สูงศักดิ์แห่งล้านนา ซึ่งอาจหมายถึงพระอัยยิกา (ย่า,ยาย) พระราชมารดา หรือพระอัครมเหสีของกษัตริย์ก็ได้
ด้วยเหตุนี้ การระบุตัวตนของมหาเทวีแต่ละพระองค์จึงต้องอาศัยการตีความจากหลักฐานแวดล้อม อาทิกรณีจารึกมหาเทวีสร้างพระพุทธรูป (ลพ.๔๖) พบอยู่ที่คอระฆังพระธาตุหริภุญไชย ด้านทิศเหนือ
วัดพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ซึ่งได้รับการอ่านและปริวรรตโดย นายเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ปรากฏข้อความว่า “...เจ้ามหาเทวีอันเป็นแม่แก่เจ้าพระญาทั้งสองพี่น้อง...” (ภาพที่ ๑, ๒) จารด้วยอักษรฝักขาม สันนิษฐานว่าทำขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐
คำว่า เจ้ามหาเทวี ในจารึกมหาเทวีสร้างพระพุทธรูปนี้ถูกตีความไว้สามแนวทางหลัก

แนวทางแรกเชื่อว่าหมายถึงพระมหาเทวีอโนชา (นางปงน้อย) มเหสีในพระญายอดเชียงราย1
(รัชกาลที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์มังราย) เป็นพระราชมารดาของพระเมืองแก้วและพระเมืองเกษเกล้า ตามที่ปรากฏหลักฐานในชินกาลมาลีปกรณ์2 อย่างไรก็ดี มีเฉพาะชินกาลมาลีปกรณ์เพียงเล่มเดียวที่ระบุว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน3 จากนั้น ดร.ฮันส์ เพนธ์ และ รศ.ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้สันนิษฐานแนวทางที่สองว่า อาจหมายถึง พระอัครมเหสีของพระญาไชยสงคราม ผู้เป็นพระราชมารดาของพระญาแสนภูกับ
ท้าวน้ำท่วม อย่างไรก็ดี ข้อเสนอนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะยังไม่พบจารึกอักษรฝักขามในล้านนา ที่เก่าแก่ไปกว่าศิลาจารึกวัดพระยืน ซึ่งทำขึ้นในรัชสมัยพระญากือนา หรือก่อนปีพุทธศักราช ๑๙๑๒4
แนวทางที่สองสันนิษฐานว่าหมายถึงพระนางจิตราเทวี ธิดาท้าวน้ำน่านเจ้าเมืองเชียงของ พระนางเป็นพระมเหสีในพระญาผายู5 (รัชกาลที่ ๕) และเป็นพระราชมารดาของพระญากือนากับท้าวมหาพรหม6 แนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สุรศักดิ์ ศรีสำอาง7 และ ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ โดยนำศิลปกรรมพระพุทธรูปบนแผ่นจังโกข้าง ๆ จารึก ไปเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปลีลาที่วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน8
และยังมีแนวทางที่สาม อ.พิเศษ เจียจันทร์พงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร มีความเห็นว่าจารึกที่กล่าวถึง “...เจ้ามหาเทวีอันเป็นแม่แก่เจ้าพระญาทั้งสองพี่น้อง...” ไม่น่าทำในรัชสมัยพระญากือนา เนื่องจากวัดพระธาตุหริภุญไชยเป็นวัดหลวง หากพระญากือนามาบูรณปฏิสังขรณ์จริง ทำไมจึงไม่พบบันทึกเหตุการณ์นี้ในเอกสารฉบับอื่น พระญากือนาทรงเป็นผู้สถาปนานิกายสวนดอกขึ้นในล้านนา เหตุใดจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบูรณะพระธาตุหริภุญไชยที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มนิกายหริภุญไชยดั้งเดิม9
อนึ่ง ตัวผู้เขียนมีความเห็นคล้อยตามแนวทางที่สอง โดยมีสมมติฐานว่าการสถาปนานิกายสวนดอกใน
รัชสมัยพระญากือนา คือภาพสะท้อนของความขัดแย้ง ระหว่างพระองค์กับพระนางจิตราเทวีผู้เป็น
พระราชมารดา พระญากือนาทรงใช้สถาบันสงฆ์เป็นกลไกสำคัญ ในการคานอำนาจกับนิกายหริภุญไชย ที่พระราชมารดาของพระองค์ทรงสนับสนุนอยู่ สมมติฐานนี้เมื่อนำไปพิจารณาร่วมกับเหตุการณ์ที่
ท้าวมหาพรหมรอดพ้นโทษทัณฑ์ หลังพยายามชิงราชสมบัติจากพระญาแสนเมืองมา ก็น่าจะเป็นผลจากบารมีของพระนางจิตราเทวีที่คอยคุ้มครองโอรสคนเล็ก และการที่พระนางหรือ มหาเทวีแม่ลูกสอง ยังทรงมีบทบาทสำคัญในรัชกาลพระราชนัดดา แสดงว่าพระนางมีพระชนมพรรษายืนยาวกว่าพระญากือนา
จากตัวอย่างการตีความทั้งสามแนวทางข้างต้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การระบุตัวตนของ เจ้ามหาเทวี นั้นมีความหลากหลาย โดยแต่ละฝ่ายต่างยกหลักฐานขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนแนวคิดของตนเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ข้อมูลเหล่านี้มีร่วมกัน คือการสะท้อนถึง “อิทธิพลของเครือญาติฝ่ายมารดาที่มีต่อการเมืองล้านนา” โดยเฉพาะกรณีพระญากือนากับท้าวมหาพรหม แสดงถึงรอยร้าวหรือความขัดแย้งเชิงอำนาจในพระราชวงศ์
รอยร้าวในสายเลือด: สถาบันสงฆ์กับกลไกคานอำนาจฝ่ายใน

เมื่อพิจารณาพระนามทั้งหมดผ่านผังเครือญาติ (แผนผังที่ ๑) จะพบว่าในรัชสมัยพระญาสามฝั่งแกน โครงสร้างอำนาจของราชสำนักฝ่ายในล้านนา ได้เปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจ จากเครือญาติโคตรวงศ์ลาว-เชียงของ ไปสู่กลุ่มอำนาจใหม่คือเจ้ามหาเทวีจากโคตรวงศ์เลือง-สุโขทัย ผ่านทางท้าวงั่ว (ท้าวงั่วเถิง)
อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาถึงจุดเริ่มต้นของความรุ่งเรือง และการวางรากฐานอำนาจฝ่ายในที่เข้มแข็งที่สุดยุคหนึ่ง ต้องย้อนกลับไปพิจารณาบทบาทของสองสตรีผู้สถิตอยู่เคียงข้างพระเจ้าติโลกราช มหาราชแห่งล้านนา
ยุคอำนาจร่วม: เจ้ามหาเทวีในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช
บทบาทของ เจ้ามหาเทวี ในฐานะผู้กุมอำนาจร่วม ปรากฏชัดเจนในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช10
(รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์มังราย) อย่างไรก็ตาม ตัวตนของเจ้ามหาเทวีพระองค์นี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์หลักฐานอย่างระมัดระวัง ว่าทรงเป็นพระราชมารดาหรือพระอัครมเหสีกันแน่
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อพระเจ้าติโลกราชเสด็จยกทัพหลวงจะไปรบกับพระญาแก่นท้าวที่เมืองน่าน เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๘๖11 ขณะยกทัพถึงเมืองแพร่ ท้าวแม่นคุณเจ้าเมืองแพร่ไม่ออกมาสวามิภักดิ์ พระเจ้าติโลกราชยกทัพหลวงไปเมืองน่าน มีเพียงมหาเทวีแม่ตนนำกำลังมารบเอาเมืองแพร่ ชาวแกวชื่อปานสงครามรับราชการในตำแหน่งพันล่ามนา ได้อาสาพระมหาเทวี แสดงการยิงปืนใหญ่ให้ท้าวแม่นคุณตระหนักถึงอานุภาพที่ร้ายแรงของอาวุธดังกล่าว ทำให้ท้าวแม่นคุณจึงยอมออกมา
สวามิภักดิ์ มหาเทวีจึงให้ท้าวแม่นคุณปกครองเมืองแพร่ต่อไป
แม้จะไม่ทราบพระนามและพื้นเพที่แน่ชัด แต่การที่พระเจ้าติโลกราชทรงวางพระทัยให้มหาเทวีแม่ตนเจรจากับท้าวแม่นคุณเพียงลำพัง ถือเป็นพฤติการณ์ผิดวิสัยที่สะท้อนว่า พระนางอาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายอำนาจของเมืองแพร่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง12 หรืออาจเกิดจากความเชื่อมั่นในอานุภาพของปืนใหญ่และฝีมือการใช้ปืนของปานสงคราม13 เป็นหลักประกันว่าการเจรจากับท้าวแม่นคุณจะเป็นไปได้ด้วยดี
“เจ้ามหาเทวี” พระองค์นี้น่าจะเป็นคนเดียวกับที่ถูกกล่าวถึงใน “จารึกฐานพระพุทธรูปแม่ศรีมหาตา”14 ซึ่งสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ข้อความในจารึกมีว่า
“...พระเจ้าแม่ศรีมหาตา ขอปรารถนาเป็นผู้ชายชั่วหน้า จงข้าได้เป็นศิษย์ตนพระศรีอาริยโพธิสัตว์เจ้า แต่ทานข้าทั้งผองแห่งพระองค์เจ้าอยู่หัวทั้งสองกับแม่พระพิลกแลแม่ศรีให้เป็นข้าถือจังหันพระเจ้าสิ้นเบี้ย ๔๔๕๐๐...”15
“เจ้ามหาเทวี” พระองค์นี้ ถูกกล่าวถึงเพราะทรงเป็นพระราชมารดาของ “แม่พระพิลก” (พระพิลกคือพระเจ้าติโลกราช) เท่านั้น อาจเป็นเพราะพื้นที่ทำจารึกมีจำกัด แต่ในกรณีเอกสารประวัติศาสตร์ซึ่งมีพื้นที่มากพอจะเขียนพระนามของพระนางลงไปได้ ก็เขียนไว้แค่ “มหาเทวีแม่ตน” อาจเป็นเพราะเวลาที่เขียนเอกสารประวัติศาสตร์ตอนนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องเอ่ยพระนาม คนในยุคเดียวกันย่อมทราบว่า
เจ้ามหาเทวีพระองค์นี้คือใคร ในขณะที่ผู้คัดลอกและผู้อ่านในยุคต่อมา จะไม่ทราบ
แม้ว่าพระประวัติช่วงต้นของเจ้ามหาเทวีพระองค์นี้จะไม่ชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาจากชินกาลมาลีปกรณ์ ที่ระบุว่าหลังจากพระญาสามฝั่งแกนทรงมอบราชสมบัติให้พระเจ้าติโลกราชและเสด็จสวรรคต พระเจ้า
ติโลกราชได้ออกผนวชโดย มอบราชสมบัติให้แก่พระเทวีผู้เป็นพระราชมารดาของพระองค์16 เป็นผู้ดูแลแทน และ พระราชเทวีผู้เป็นพระราชมารดาของพระองค์สวรรคตในปีที่พระองค์ได้เมืองน่าน17 เมื่อนำมาเทียบเคียงกับหลักฐานในพื้นเมืองน่าน18 และพื้นเมืองเชียงใหม่19 ซึ่งระบุศักราชตรงกันว่าทรงพิชิตเมืองน่านได้ในปีพุทธศักราช ๑๙๙๒ จึงช่วยให้ระบุเวลาสวรรคตของเจ้ามหาเทวีพระองค์นี้ได้ชัดเจน
จึงเป็นไปได้ว่า “เจ้ามหาเทวี” ที่ปรากฏในเอกสารล้านนาก่อนปีพุทธศักราช ๑๙๙๒ จะหมายถึง
พระราชมารดาของพระเจ้าติโลกราช เช่น จารึกเจ้าหมื่นงั่วเชียงของ20 สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๘๘ กล่าวถึง “สมเด็จมหาราชมหาเทวี” ทรงยินดีกับเจ้าหมื่นงั่วผู้เป็นเจ้าเมืองเชียงของในโอกาสที่สร้างวิหารสำเร็จด้วยดี และทรงอนุญาตให้มหาเถรพุทธคำเพียรเจ้าตั้งอุโบสถ รับสั่งให้ผู้ใดได้มากินเมืองนี้ช่วยรักษาศาสนาพระพุทธเจ้า
ส่วนจารึกที่ทำขึ้นหลังปีพุทธศักราช ๑๙๙๒ ตัวอย่างเช่น จารึกที่ทำขึ้นในพุทธศักราช ๒๐๑๔ เช่น จารึกเจ้าสี่หมื่นสร้างพระพุทธรูป21 จารึกเจ้าหมื่นเลี้ยงมาเป็นเจ้าสี่หมื่น22 จารึกเจ้าสี่หมื่นสร้างพระพุทธรูปและเจ้ามหาราชอุทิศที่นา23 จารึกทั้งสามหลักกล่าวถึง “เจ้าสี่หมื่นเลี้ยง” ผู้เป็นอาว์
(น้าหรืออา) ในพระเจ้าติโลกราช ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “เจ้าสี่หมื่น” และได้ครองเมืองพะเยา ซึ่งถือเป็นการมอบยศที่สูงกว่าเจ้าเมืองอื่นในล้านนา ที่มีบรรดาศักดิ์เพียง “เจ้าหมื่น”
จารึกระบุว่าเจ้าสี่หมื่นได้มาปกครองเมืองพะเยาและได้สร้างพระพุทธรูป โดยมีข้อความสำคัญว่า
“มหาราชะมหาเทวีหยาดน้ำโอยทานให้แก่พระเจ้า” สะท้อนว่าเจ้าสี่หมื่นได้กราบทูลเชิญพระเจ้า
ติโลกราชและมหาเทวี (พระอัครมเหสี) ให้ทรงทราบ และร่วมอนุโมทนาถวายทานแด่พระพุทธรูปที่สร้างขึ้น เมื่อพิจารณาหลักฐานเอกสาร เป็นไปได้ว่าเจ้าสี่หมื่นท่านนี้ก่อนจะมาครองเมืองพะเยา ได้เคยดำรงตำแหน่งเป็นหมื่นลก เจ้าเมืองลำปาง (นคร, ละกอน) มาก่อน แต่เนื่องจากมีความดีความชอบในการช่วยพระเจ้าติโลกราช ในการชิงราชสมบัติจากพระญากือนา และปราบแสนขานขุนนางเมืองเชียงใหม่ที่คิด
ไม่ซื่อ24 ทำให้ได้รับตำแหน่งพิเศษเป็น “หมื่นโลกสามล้าน” เข้ามาอยู่ในราชสำนักเมืองเชียงใหม่ ส่วนเมืองลำปาง พระเจ้าติโลกราชทรงแต่งตั้งหมื่นแก้ว ซึ่งเป็นลูกหมื่นโลกสามล้าน ได้กินเมืองแทนพ่อ มีตำแหน่งเป็น “หมื่นกืย” (บางที่เรียกหมื่นกืยหาญแต่ท้อง)
กรณีของเจ้าสี่หมื่นเลี้ยงจึงสะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษ ระหว่างเจ้าเมืองพะเยาคนนี้กับสถาบันกษัตริย์และมหาเทวีในขณะนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า เจ้ามหาเทวี พระองค์นี้เป็นธิดา ซึ่งเป็นลำดับเครือญาติที่ใกล้ชิดที่สุด โดยพระนางเป็นพระราชมารดาในพ่อท้าวบุญเรือง ที่ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองน้อย และพระยอดเชียงรายก็มีศักดิ์เป็นหลาน (แผนผังที่ ๒)

พ่อท้าวบุญเรือง: แผนลวงและการกวาดล้างขั้วอำนาจที่ผิดพลาด
แม่ท้าวหอมุก สนมในพระเจ้าติโลกราชกล่าวโทษพ่อท้าวบุญเรือง จนถูกตัดสินโทษเนรเทศไปอยู่ที่
เมืองน้อย (เขตพื้นที่อำนาจพวกเงี้ยว กลุ่มเมืองฝาง หาง สาด จวาด น้อย) เป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่
หมื่นโลกสามล้าน ขุนพลคู่บารมีถูกลดยศเป็นเจ้าสี่หมื่นปกครองเมืองพะเยาปีพุทธศักราช ๒๐๑๔
พื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า แม่ท้าวหอมุกกลับ “ลักใจ” (การกระทำโดยพลการ) ฆ่าพ่อท้าวบุญเรือง
หลังจากนั้นเมื่อพระเจ้าติโลกราชทรงพบความจริงว่า พ่อท้าวบุญเรืองไม่ได้ทำความผิด พระเจ้าติโลกราชนำตัวแม่ท้าวหอมุกไปเมืองเงี้ยว พื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่านางตายอยู่ที่เมืองเงี้ยว ประมาณปีพุทธศักราช ๒๐๑๕-๒๐๑๖25
จากห้วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้ผู้เขียนมีสมมติฐานว่า แม่ท้าวหอมุกเข้ามายุยงให้สองพ่อลูกเข้าใจผิดกันว่า พ่อท้าวบุญเรืองจะชิงราชสมบัติ พระเจ้าติโลกราชจึงสั่งเนรเทศพ่อท้าวบุญเรือง
สุรศักดิ์ ศรีสำอาง วิเคราะห์ความแม่ท้าวหอมุกน่าจะเป็นชาวไทยใหญ่ เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี มีความเห็นว่าแม่ท้าวหอมุกน่าจะเป็นสตรีที่ติดตามพระยายุธิษฐิระมาจากสุโขทัย โดยชี้ให้เห็นว่า คำว่าแม่ท้าวไม่เคยปรากฏมาก่อนในเอกสารล้านนา แต่พบมากในเอกสารสุโขทัยและอยุธยา และก่อนการเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าติโลกราช ไม่เคยมีชื่อแม่ท้าวหอมุกมาก่อนหน้าการเดินทางมาถึงของพระยายุธิษฐิระ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนคล้อยตามสุรศักดิ์ ศรีสำอาง เนื่องจากเมืองน้อยมีชื่อเป็นเมืองเนรเทศ แทนที่เมืองยวมใต้ เป็นเขตอำนาจของเงี้ยว การนำตัวพ่อท้าวบุญเรืองไปกักตัวไว้ที่เมืองน้อย เนื่องจากพระเจ้าติโลกราชทรง
ไว้วางพระราชหฤทัยว่าแม่ท้าวหอมุกจะไม่ทำอะไรพ่อท้าวบุญเรือง เพราะจากพระราชประวัติช่วงต้นรัชกาล พระเจ้าติโลกราชแม้จะชิงราชสมบัติจากพระญาสามฝั่งแกน แต่พระองค์ก็มิได้ฆ่าผู้ใด นอกจากท้าวซ้อย (ท้าวสิบเจ้าเมืองฝาง) เพราะจะแย่งราชสมบัติไปถวายคืนให้พระราชบิดา ส่วนพ่อท้าวบุญเรืองและหมื่นโลกสามล้าน ที่ผ่านมาก็ได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่พระเจ้าติโลกราชมาตลอด นับเป็นขุนพลคู่
พระบารมี และเจ้ามหาเทวีที่เป็นพระราชมารดาพ่อท้าวบุญเรือง ยังเป็นเครือญาติโคตรวงศ์ลาว - เลืองสายสุโขทัยอีกด้วย แต่การส่งพ่อท้าวบุญเรืองไปเมืองน้อย เท่ากับส่งตัวให้พวกเงี้ยวฝ่ายแม่ท้าวหอมุกฆ่า
หากพิจารณาจากมุมมองทางการเมือง การตายของพ่อท้าวบุญเรือง ไม่ได้เป็นเพียงจุดจบของรัชทายาท แต่คือการตัด “ขุนพลแก้ว” ของล้านนาออกไปพร้อมกันในทันทีถึง ๓ คน คือ พ่อท้าวบุญเรือง หมื่นโลกสามล้านถูกลดยศเป็นเจ้าสี่หมื่นแล้วให้ไปปกครองเมืองพะเยา หมื่นกืยหาญแต่ท้องที่อาจถูกลดบทบาทอำนาจทางทหาร และจากสภาพภูมิศาสตร์เมืองนายกับเมืองพะเยา ถูกกีดกันด้วยแนวเทือกเขา นี่คือผลงานการกวาดล้างขั้วอำนาจราชสำนักล้านนา ที่ถูกจัดฉากโดยแม่ท้าวหอมุก เปิดทางให้ขุนนางหัวเมืองเงี้ยวแทรกเข้ามามีอำนาจแทน
การที่แม่ท้าวหอมุกตามเสด็จพระเจ้าติโลกราชไปเมืองเงี้ยวแล้วเสียชีวิต จึงไม่น่าจะเป็นแค่การโดยเสด็จไปประพาสแล้วโชคร้าย เสียชีวิตด้วยเหตุธรรมชาติ แต่อาจเป็นการตัดไม้ข่มนามให้ราชสำนักเงี้ยวเห็นชัดเจนว่า บัดนี้เสี้ยนศึกของเมืองเงี้ยวในราชสำนักล้านนาเชียงใหม่ถูกกำจัดแล้ว และเพื่อรักษา
ภาพลักษณ์ “พระจักรพรรดิราชผู้ทรงธรรม” บันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องพ่อท้าวบุญเรืองกับแม่ท้าวหอมุก ได้เลี่ยงที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่ร่องรอยในจารึกและการตายปริศนาที่เมืองเงี้ยวของพ่อท้าวบุญเรือง และพฤติการณ์ “ลักใจ” ของแม่ท้าวหอมุก ได้เผยให้เห็นการช่วงชิงอำนาจในราชสำนักที่เข้มข้น
อย่างไรก็ดี พระนามของเจ้ามหาเทวีทั้งสองพระองค์ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช กลับถูกละเลยที่จะกล่าวถึงไปอย่างน่าเศร้า เมื่อเทียบกับแม่ท้าวหอมุกผู้ลักใจ และการปรามอำนาจขุนนางเมืองเงี้ยว ก็ไม่ได้ผล เพราะถึงแม้ว่าแม่ท้าวหอมุกจะตายไปแล้ว แต่ยังมีนางปงน้อยหรือที่ต่อมาถูกเรียกว่า “พระนางสิริยศวดี-เทวี” ชายาในพระญายอดเชียงราย จากหัวเมืองเงี้ยว ยังประทับอยู่ในราชสำนักเชียงใหม่
เมื่อพระญายอดเชียงรายได้ขึ้นครองราชย์ เอกสารประวัติศาสตร์บันทึกว่า “พระเมืองแก้ว” โอรสเกิดกับนางปงน้อยเป็นลูกชัง ขณะที่ “เพลาสล้าง” ที่มีแม่เป็นฮ่อ (จีน) กลับได้รับความโปรดปรานขึ้นจนเอกสารประวัติศาสตร์ถึงขั้นเขียนตำหนิพระญายอดเชียงรายว่ารักลูกลำเอียง

สรุป
ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทของเจ้ามหาเทวีตั้งแต่ยุคพระญามังรายจนถึงพระเจ้าติโลกราช ได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ตัวแทนเครือญาติ” สู่การเป็น “ผู้กุมชะตากรรมของอาณาจักร” อย่างแท้จริง ที่แม้แต่พม่าผู้ชนะสิบทิศก็ยังต้องยอมรับในอำนาจ และใช้พระบารมีหรือกลไกทางการเมืองของ “มหาเทวี” เพื่อเป็น “ใบเบิกทาง” ในการจัดระเบียบการปกครองท้องถิ่นให้ราบรื่นสืบไป ดังปรากฏกรณีของพระนาง
วิสุทธิเทวี แห่งเมืองเชียงใหม่ และนางฟ้ากาเผือกแห่งเมืองเชียงแสน
บทความที่เกี่ยวข้อง1พระญายอดเชียงราย ครองราชสมบัติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๓๑ ก่อนที่จะถูกถอดจากราชสมบัติ และเนรเทศไปอยู่เมืองน้อย ในช่วงปีพุทธศักราช ๒๐๓๙–๒๐๔๙ สิ้นพระชนม์ที่เมืองน้อย ปัจจุบัน เชื่อว่าเป็นเมืองโบราณในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2พระรัตนปัญญาเถระ, ชินกาลมาลีปกรณ์, แปลโดย ร.ต.ท.แสง มนวิทูร. (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร จัดพิมพ์เนื่องในการบูรณะโบราณสถาน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย, ๒๕๐๑) ๑๕๑. แม้ชินกาลมาลีปกรณ์จะเขียนไว้ชัดเจน แต่ยังมีนักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่า พระเมืองแก้วเป็นพี่น้องกับพระเมืองเกษเกล้า
3ปริศนาโบราณคดี: ใครคือ “มหาเทวีแม่ลูกสอง” ผู้มิใช่ “มหาเทวีสองแม่ลูก” โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๙, จาก: https://www.matichon.co.th/weekly/history-culture/article_23822
4เรื่องเดียวกัน
5พระญาผายู ครองราชย์ช่วงปีพุทธศักราช ๑๘๗๙-๑๘๙๘ พระญากือนา ครองราชสมบัติช่วงปีพุทธศักราช ๑๘๙๘-๑๙๒๘
6ผู้เขียนเชื่อในแนวทางที่สอง แม้ปัจจุบันจะยังไม่พบหลักฐานการบูรณะเจดีย์พระธาตุหริภุญไชยในสมัยพระญากือนา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง “โคตรวงศ์ลาวกับบทบาทเครือญาติฝ่ายมารดา: ในการเมืองล้านนาโบราณ” เว็บไซต์สยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
7สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ล้านนา - สุโขทัย จารึก: สารัตถะทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ (กรุงเทพฯ: บริษัทรุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๕๓) ๑๓๐-๑๕๐.
8เพ็ญสุภา สุขคตะ, เรื่องเดียวกัน
9เรื่องเดียวกัน
10พระเจ้าติโลกราช ครองราชย์ช่วงปีพุทธศักราช ๑๙๕๒-๒๐๓๐
11อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิ เค. วัยอาจ, ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ (เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์บุคส์), ๒๕๔๓) ๘๔.
12สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, จารึก: สารัตถะทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ (กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๔๓) ๑๗.
13ชาวแกวที่มารับราชการในราชสำนักเมืองเชียงใหม่ รู้วิธียิงปีนใหญ่ แสดงว่าการรบในล้านนารู้จักใช้ปืนใหญ่ก่อนการเข้ามาของทหารรับจ้าง ชาวฮอลันดา ในกรุงศรีอยุธยา
14สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, เรื่องเดิม, ๑๐ - ๖๑.
15ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน): จารึกฐานพระพุทธรูปแม่ศรีมหาตา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/uploads/images/201507291337298wHE.jpg
16พระรัตนปัญญาเถระ, เรื่องเดิม, ๑๒๕.
17เรื่องเดียวกัน, ๑๒๖.
18นิธิ เอียวศรีวงศ์, บรรณาธิการ, พื้นเมืองน่านฉบับวัดพระเกิด, สรัสวดี อ๋องสกุล, ปริวรรต (กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ, ๒๕๓๙) ๑๕.
19อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิ เค. วัยอาจ, ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ (เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์บุคส์), ๒๕๔๓) ๘๕-๘๖.
20ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน): จารึกเจ้าหมื่นงั่วเชียงของ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/uploads/images/chm3-muen-ngua-chiang-khong-n-800.jpg
21ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน): จารึกเจ้าสี่หมื่นสร้างพระพุทธรูป. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: : https://db.sac.or.th/inscriptions/uploads/images/PY_44_side_1_photo_1-pro-800.jpg
22ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน): จารึกเจ้าหมื่นเลี้ยงมาเป็นเจ้าสี่หมื่น. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/assets/website/images/images-caption-linkbottom.png
23ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน): จารึกเจ้าหมื่นสร้างพระพุทธรูปและเจ้ามหาราชอุทิศที่นา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: ttps://db.sac.or.th/inscriptions/uploads/images/PY_44_side 1photo_1-pro-800.jpg
24ตำแหน่งของแสนขานผู้นี้ เริ่มจากสามเด็กย้อยได้รับความโปรดปรานจากพระญาสามฝั่งแกน ให้ทานข้าวจากสำรับของพระองค์ ได้เลื่อนเป็นแสนขาน (กินพันนาขาน) เมื่อช่วยพระเจ้าติโลกราชชิงราชสมบัติจากพระญาสามฝั่งแกน ถูกลดยศเป็นหมื่นทวน (กินพันนาทวน บ้านหนองหล่ม และเชียงแสน) เพราะคิดจะชิงราชสมบัติจากพระเจ้าติโลกราช แต่ถูกหมื่นลกเมืองลำปางปราบ
25อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, เรื่องเดิม, ๑๐๑.
หนังสืออ้างอิง
คณะอนุกรรมการตรวจสอบและชำระตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ ๗๐๐ ปี. เชียงใหม่: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๓๘. |
คุรุสภา, องค์การค้า. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓๔ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑ (ต่อ)-๖๒). พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, ๒๕๑๒. |
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. ร.ต.ท.แสง มนวิทูร, แปล. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในการบูรณะโบราณสถาน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย. ๒๕๐๑. |
สุรศักดิ์ ศรีสำอาง. จารึก: สารัตถะทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์. ๒๕๔๓. |
อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิ เค. วัยอาจ. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์บุคส์). ๒๕๔๓. |
นิธิ เอียวศรีวงศ์. บรรณาธิการ. พื้นเมืองน่านฉบับวัดพระเกิด. สรัสวดี อ๋องสกุล. ปริวรรต. กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ. ๒๕๓๙. |




Comments