top of page

โคตรวงศ์ลาวกับบทบาทเครือญาติฝ่ายมารดา: ในการเมืองล้านนาโบราณ

Updated: 1 day ago

โคตรวงศ์ลาวกับบทบาทเครือญาติฝ่ายมารดา: ในการเมืองล้านนาโบราณ
โคตรวงศ์ลาวกับบทบาทเครือญาติฝ่ายมารดา: ในการเมืองล้านนาโบราณ

โคตรวงศ์ลาว อำนาจตามสายเลือด


เรื่องชิงอำนาจปกครองในราชวงศ์มังรายนี้ปรากฏขึ้นหลายคราว มีบันทึกอยู่ในเอกสารทั้งฝ่ายเมือง (เอกสารเล่าเรื่องความเป็นมาบ้านเมือง) และฝ่ายวัด (เอกสารเล่าเรื่องทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงเรื่องบ้านเมืองต่าง ๆ บ้าง) สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และการอ้างสิทธิชอบธรรมในการปกครองที่สืบทอดมาในกษัตริย์โคตรวงศ์เดียวคือ “โคตรวงศ์ลาว” โดยมีขุมกำลัง “เครือญาติ” เป็นปัจจัยสำคัญอยู่เบื้องหลัง


ตามจารีตแล้ว ผู้มีสิทธิชอบธรรมในการปกครองดินแดนล้านนา หรือโยนกได้ ต้องสืบสายเลือดโดยตรงมาจาก “ลวจังกราช” หรือ “ปู่เจ้าลาวจก” “โคตรวงศ์ลาว” ที่พาดบันไดไต่ลงมาจากฟากฟ้าเมืองบน ลงมาปกครองคนเมืองลุ่ม พื้นฐานอำนาจเดิมของวงศ์นี้จำกัดอยู่ใน ๕ เมือง ได้แก่ เมืองฝาง, เมืองเงินยาง, เมืองเชียงราย, เมืองเชียงของ และเมืองเชียงตุง ไม่เคยข้ามไปยังดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำปิง-วัง หรือลุ่มน้ำน่าน หรือขึ้นไปทางเหนือสู่จีนตอนใต้ แม้ว่าตัวตำนานหรือนิทานพื้นบ้าน จะระบุว่า “โคตรวงศ์ลาว/กาว” มีจุดกำเนิดเดียวกับ “โคตรวงศ์ลอ/เลือง” “โคตรวงศ์กวาง” ออกมาจากน้ำเต้าปุง ทำให้เป็น

เครือญาติ “ท้าวฮุ่ง” “ขุนเจือง” วีรบุรุษทางวัฒนธรรมของหลายชาติพันธุ์ในพื้นที่ตอนใต้ของแผ่นดินจีน 


พระธาตุดอยตุง สถานที่ที่ปู่เจ้าลาวจกไต่บันได
พระธาตุดอยตุง สถานที่ที่ปู่เจ้าลาวจกไต่บันไดเงินลงมาจากฟ้าเมืองบน ที่มาภาพ: ฉัตรลดา สินธุสอน

พระญามังรายแห่ง “โคตรวงศ์ลาว” ตัดสินพระทัยย้ายศูนย์กลางอำนาจ ออกจากเมืองเชียงราย มายัง

หริภุญไชย ๓ ประการ ได้แก่ ราชวงศ์หยวนภายใต้กองทัพกุบไลข่าน ได้ขยายอาณาเขตปกครองลงมายังดินแดนป่าเถื่อนตอนใต้ ปราบพุกาม คุกคามดินแดนไทใหญ่และลาว พระญามังรายต้องกระชับความสัมพันธ์กับหงสาวดี ที่เรืองอำนาจขึ้นแทนพุกาม ด้วยการรับนางอุสาปายโค (อาจออกเสียงเป็นเปกู) เป็นมหาเทวีอีกองค์ และพระญามังรายยังทรงเป็นพันธมิตรหรือเครือญาติของผู้ปกครองเมืองในลุ่มแม่น้ำสำคัญ ได้แก่ ลุ่มแม่น้ำอิง ลุ่มแม่น้ำยม ทำให้พระองค์นำกำลังทหารจากลุ่มแม่น้ำกก-โขง ไปยึดหริภุญไชยในลุ่มแม่น้ำวัง


หริภุญไชยเป็นสถานีการค้า ที่อยู่ในอำนาจของกลุ่มชนที่ใช้ภาษาและอักษรมอญบนเส้นทางการค้าไปยังมะละแหม่ง (Mawlamyine) เมืองท่าสำคัญที่ตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำสาละวินและอ่าว

เมาะตะมะ


สามเหลี่ยมทองคำ สถานที่ปากแม่น้ำรวกออกมาพบแม่น้ำโขง
สามเหลี่ยมทองคำ สถานที่ปากแม่น้ำรวกออกมาพบแม่น้ำโขง เทือกเขาไกลตานั้นซ่อนเส้นทางสู่ดินแดนทางตอนใต้ของจีน ซึ่งมีกลุ่มชนหลากชาติพันธุ์อาศัยอยู่ ที่มาภาพ: ฉัตรลดา สินธุสอน

การย้ายเมืองศูนย์กลางการปกครองเข้ามาสร้างและสถาปนาศูนย์รวมอำนาจที่เมืองเชียงใหม่ สะท้อนให้เห็นความสำเร็จของพระญามังราย ทั้งทางการเมืองและการทหาร อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์ได้พบว่ามีความพยายามชิงอำนาจจากพระญามังราย ก่อนที่พระองค์จะตั้งเมืองเชียงใหม่ 


พื้นเมืองเชียงแสน ฉบับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานให้หอสมุดแห่งชาติ ระบุว่า

พระญามังรายแห่งเมืองเชียงราย แต่งตั้งราชบุตรองค์โต “ขุนเครือฅำลก” (เอกสารบางฉบับเรียกขุนอ้ายเครือฅำลก, ขุนเครือฅำ, ขุนเครื่อง) ให้เป็นขุนกินเมืองฝางเมื่ออายุ ๑๒ ขวบปี 


เวลานั้นเมืองฝางเป็นเมืองชายแดน การเดินทางจากหริภุญไชยไปเมืองฝาง แล้วล่องตามแม่น้ำฝาง ก็จะบรรลุถึงแม่น้ำกก ที่ตั้งของเมืองเชียงรายและเมืองเชียงแสน ขุนเครือฅำลกราชบุตรองค์โตที่ได้ปกครองเมืองชายแดนสำคัญ และสืบเชื้อสายโคตรวงศ์ลาวโดยชอบธรรม กลับวางแผนยึดอำนาจจากพระญา

มังราย


เมื่อมีข่าวว่าขุนเครือฅำลกคิดยึดอำนาจ พระญามังรายจึงใช้พวกธนู (พลธนู) ไปยิงขุนเครือฅำลกตายที่

ป่ากวาวเมืองยิง เมื่ออายุเพียง ๑๔ ขวบปี ขุนเครือฅำลกตายก่อนที่พระญามังรายจะขยายพระราชอำนาจลงไปยึดเมืองหริภุญไชยได้สำเร็จ เอกสารไม่บันทึกว่า การตายของขุนเครือฅำลก ส่งผลอย่างไรต่อมารดาและเครือญาติของขุนเครือฅำลก หรือกลุ่มอำนาจเบื้องหลังขุนเครือฅำลกได้ถูกกวาดล้างไปด้วย


  • พระญาผายู (ครองราชย์ปีพุทธศักราช ๑๘๗๙-๑๘๙๘): 


ปริศนาชะตาชีวิตท้าวเจ็ดพันตู 


เอกสารประวัติศาสตร์เมื่อกล่าวถึงรัชสมัยพระญาผายู รัชกาลที่ ๕ แห่งล้านนาเชียงใหม่ มักกล่าวถึงในด้านความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมือง พระองค์ย้ายที่ประทับจากเมืองเชียงแสนมาประทับที่เมืองเชียงใหม่ ทำให้เมืองเชียงใหม่กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจ ทรงสร้างวัดลีเชียงพระบนพื้นที่ที่เคยเป็นกาดลี (ตลาดเล็ก ๆ) และสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระญาคำฟู1 ไว้ในวัดแห่งนี้ พระองค์รับ “นางจิตราเทวี” บุตรท้าวงัวเถิง ชาวเมืองเชียงของเป็นมหาเทวีสายเลือด “โคตรวงศ์ลาว-เชียงของ” บุตรของทั้งสอง คือ พระญากือนาได้สืบทอดราชสมบัติอย่างราบรื่น 


พงศาวดารเมืองเชียงตุง กลับให้ข้อมูลที่แตกต่าง พระญาผายูยังมีบุตรชายอีกคน ชื่อว่า “ท้าวเจ็ดพันตู” โหรทำนายบอกว่าอายุสั้น ถ้าอายุ ๑๕ ปี เมื่อใด จะต้องตาย เพื่อเลี่ยงชะตาอายุสั้น พระญาผายูจึงให้

ท้าวเจ็ดพันตูออกจากเมืองเชียงใหม่ ไปปกครองเมืองเขิน (เชียงตุง) พร้อมกับพระสงฆ์ล้านนา ๔ รูป เพื่อไปประดิษฐานพระพุทธศาสนา ขณะที่ท้าวเจ็ดพันตูออกจากเมืองเชียงใหม่ มีอายุเพียง ๑๐ ขวบปี พงศาวดารเมืองเชียงตุงระบุว่าท้าวเจ็ดพันตูตายเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๙๘ ขณะมีอายุ ๒๙ ขวบปี แสดงว่าท้าวเจ็ดพันตูเกิดก่อนพระญาผายูครองราชย์ ๑๐ ปี พอดี คือเกิดในปีพุทธศักราช ๑๘๖๙ และในปีที่

พระญาผายูสวรรคต ท้าวเจ็ดพันตูก็ตายตามไปด้วย 


หนองตุง อยู่ใจกลางเมืองเชียงตุง
หนองตุง อยู่ใจกลางเมืองเชียงตุง ที่มาภาพ: ฐากูร อังกุรวัฒนานุกูล

เวลาที่สอดคล้องกันดังกล่าวได้กลายเป็นปริศนาสำคัญใน พงศาวดารเมืองเชียงตุง 


เป็นไปได้ว่าท้าวเจ็ดพันตูบุตรพระญาผายู อาจเกิดจากชายาชาวเมืองเขินซึ่งเป็น “โคตรวงศ์ลาว-

เชียงตุง” แต่อำนาจฝ่ายมารดาน้อยกว่าฝ่ายเชียงของ ถ้าท้าวเจ็ดพันตูยังอยู่ต่อไปในเมืองเชียงใหม่ อาจถูกลอบสังหาร จึงถูกส่งตัวไปปกครองเมืองเขินตั้งแต่ปีแรกที่พระญาผายูครองราชย์ 


หลังการสวรรคตของพระญาผายู พงศาวดารเมืองเชียงตุง กล่าวว่า แสนเมืองเชียงใหม่ (แสนเมือง

เจนเมือง หมายถึงขุนนางว่าราชการ) ไปเชิญท้าวเจ็ดพันตูเมืองเขิน ให้มาปกครองเมืองเชียงใหม่ ปีนั้น

ท้าวเจ็ดพันตูอายุ ๒๙ ขวบปีแล้ว แต่เมื่อท้าวเจ็ดพันตูเดินทางออกจากเมืองเขิน มาถึงสถานที่ที่เรียกว่ากาดตุง ก็พักอยู่ที่นั่นคืนหนึ่ง เวลานั้น พี่เลี้ยงท้าวเจ็ดพันตูที่เลี้ยงพระองค์มาแต่เล็ก ให้ขี่คอต่างช้างต่างม้า ชื่อ “เลาหยอม” เข้ามาขอเป็น “พระญาไล” กินเมืองไล ท้าวเจ็ดพันตูก็ให้ตามที่ขอ แต่เมื่อท้าวเจ็ดพันตูดื่มสุราเมาแล้ว ได้ถอดเลาหยอมออกจากตำแหน่งพระญาไล แล้วให้เป็นคนเก็บส่วยชาวตลาดเท่านั้น

เลาหยอมแค้นใจ จึงฆ่าท้าวเจ็ดพันตูด้วยมีดเสียที่กลางวงเหล้า 


กลุ่มชาติพันธุ์ไตหลอย (ไทดอย) หรือ แอ้น ลงจากดอยมา
กลุ่มชาติพันธุ์ไตหลอย (ไทดอย) หรือ แอ้น ลงจากดอยมาจับจ่ายซื้อของในกาดกลางเวียงเชียงตุง ที่มาภาพ: ฉัตรลดา สินธุสอน

พงศาวดารเมืองเชียงตุงได้สรุปการสิ้นชีวิตของท้าวเจ็ดพันตู โดยทิ้งเงื่อนงำไว้ว่า ท้าวเจ็ดพันตูถูกแทงตายเมื่ออายุ ๒๙ ขวบปี แต่ถ้าท้าวไม่ไปจากเมืองเชียงตุง คงมีอายุถึง ๔๕ ปี จึงจะตาย


เรื่องเลาหยอมแทงท้าวเจ็ดพันตูตายกลางวงเหล้าไปพบใน ตำนานมูลศาสนา ฉบับวัดป่าแดง อีกที่หนึ่ง แต่เอกสารฝ่ายเมือง เช่น พื้นเมืองเชียงแสน ฉบับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพระราชทานให้หอสมุดแห่งชาติ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน เป็นต้น ระบุว่าเชื้อสายพระญาเจ็ดพันได้ครองเมืองฝางสืบต่อมา 


ความสับสนเรื่องท้าวเจ็ดพันตูยังไปปรากฏในที่อื่น ๆ เช่น ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ได้รวมพ่อท้าวเจ็ดพันตู กับพระญากือนาเป็นคน ๆ เดียวกัน กลายเป็นว่าพระญาผายูมีบุตรชาย ๒ คน ๆ พี่มีหลายชื่อ ได้แก่

พ่อท้าวพันตู, พ่อท้าวเวสสภู, พ่อท้าวกือนา เมื่อขึ้นปกครองเมืองเชียงใหม่ เรียกพระญากือนา ส่วนบุตรอีกคนชื่อท้าวมหาพรหม พระญาผายูให้ไปปกครองเมืองเชียงราย


พงศาวดารเมืองเชียงตุง บันทึกต่อไปว่า ท้าวอ้ายอ่อนลูกเจ้าเจ็ดพันตู ได้กินเมืองเชียงตุงแทน

ท้าวเจ็ดพันตู เพราะครั้งที่อยุธยายกทัพมาประชิดเมืองเชียงใหม่ พระญาผายูได้มีหนังสือมาบอกให้ญาติห้าหัวเมืองพากำลังไปช่วยรบอยุธยา ท้าวอ้ายอ่อนจะไปรบ นาคมารีได้แปลงเป็นปลิงใหญ่ เตือนไม่ให้

ท้าวอ้ายอ่อนออกไปรบ ท้าวอ้ายอ่อนไม่ฟัง ยกทัพลงไปสุโขทัย ได้รบกับอยุธยา แล้วถูกจับเป็นเชลย ทางเมืองเชียงตุงจึงเอาเจ้าแขนเหล็กขึ้นกินเมือง 


ตำนานมูลศาสนา ฉบับวัดป่าแดง บันทึกเรื่องสมเด็จราชโมลีสุชาโตได้พบท้าวอ้ายอ่อนแห่งเมืองเชียงตุง ถูกจับมาเป็นเชลยศึกเกี่ยวหญ้าช้างในอยุธยา สมเด็จราชโมลีจึงให้บวช ถึงช่วงออกพรรษา ภิกษุอ้ายอ่อนเดินทางกลับมาเชียงตุงพร้อมกับคณะสงฆ์ที่มาประดิษฐานพระพุทธศาสนา เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๑๖

รัชสมัยพระญากือนา ครองเมืองเชียงใหม่ พระยาแขนเหล็กผู้เป็นลูกได้มารับท้าวอ้ายอ่อนที่เมืองเชียงใหม่ขึ้นไปเชียงตุง หลังจากทั้งสองช่วยกันบำรุงพระพุทธศาสนา ได้ร่วมกันสร้างวัด ๒ แห่ง ให้งดงามเหมือนวัดในอยุธยา วัดหนึ่งสร้างคร่อมข่วงเชียงแลและวัดยางคำ


ชะตากรรมของท้าวเจ็ดพันตู และบุตรชาย ได้กลายเป็นชิ้นส่วนปริศนาที่เกิดขึ้น ระหว่างรัชกาลพระญา

ผายู (พ่อ) กับพระญากือนา (น้องชาย) ความลักลั่นของหลักฐานเอกสารฝ่ายเมืองกับฝ่ายวัด โดยฝ่ายเมืองสนับสนุนพระญากือนา ส่วนฝ่ายวัด สนับสนุนท้าวเจ็ดพันตู สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการ “อธิบาย” หรือ “ลบตัวตน” กลุ่มอำนาจที่พ่ายแพ้ในหน้าประวัติศาสตร์ และสะท้อนให้เห็นอำนาจ

“เครือญาติ” ที่บงการอยู่เบื้องหลัง


  • พระญากือนา (ครองราชย์ปีพุทธศักราช ๑๘๙๘-๑๙๒๘):


โคตรวงศ์ – เครือญาติ เกมอำนาจเบื้องหลัง


เมื่อท้าวเจ็ดพันตูตาย แสนเมืองเชียงใหม่จึงพร้อมใจกันยก “พระญากือนา” ลูกนางจิตราเทวี ซึ่งเป็นลูกสาวท้าวงัวเถิงเจ้าเมืองเชียงของ ขึ้นปกครองเมืองเชียงใหม่ พระญากือนาเองมีมหาเทวีเป็นหลาน

ท้าวงัวเถิงเจ้าเมืองเชียงของ ชื่อ “นางยสุนทราเทวี” ด้านพระญาแสนเมืองมา บุตรพระญากือนา ก็ได้รับอดีตนางสนองพระโอษฐ์ในสำนักของมหาเทวียสุนทราเป็นมหาเทวี ชื่อ “นางติโลกจุกะเทวี” มีบุตรขึ้นครองเมืองเชียงใหม่นามว่าพระญาสามฝั่งแกน 


จะเห็นว่ากษัตริย์เชียงใหม่ที่พระมหาเทวีหรือแม่เป็น “โคตรวงศ์ลาว-เชียงของ” ได้สืบอำนาจต่อกันมาถึง ๓ องค์ อำนาจครอบคลุม ๔ รัชสมัย เป็นระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปี (ประมาณปีพุทธศักราช ๑๘๗๙ - ๑๙๘๔) 


รัชสมัยพระญากือนา พระองค์ได้รับพระพุทธศาสนาจากสุโขทัย โดยอาราธนาพระสุมนเถระขึ้นมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาในล้านนา เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๑๒ และใน จารึกวัดพระยืน ซึ่งสร้างขึ้นจากฝ่ายที่นับถือพระสุมนเถระ มีการกล่าวถึงบรรดาศักดิ์พระญากือนาเป็น “เจ้าท้าวสองแสนนา” และย้ำความชอบธรรมในการขึ้นครองราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ เพราะพระองค์เป็นลูกรักของพ่อพระญาผายู และตลอดรัชสมัยของพระองค์ ท้าวมหาพรหมผู้เป็นน้องชายก็ประทับอยู่ที่เมืองเชียงรายอย่างสงบ


เบื้องหลังการเข้ามาของพระพุทธศาสนานิกายใหม่ แสดงว่าพระญากือนารวมทั้งผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่พอใจคณะสงฆ์พื้นเมืองที่มีอยู่เดิม (สันนิษฐานว่าพระพุทธศาสนาในเชียงใหม่ก่อนหน้านั้น คือ นิกายที่รับสืบทอดมาจากหริภุญไชย) จึงมีความต้องการนำคณะสงฆ์นิกายใหม่เข้ามาแทนที่ เพื่อลดบทบาทของคณะสงฆ์ที่มีอยู่เดิม 


พระญากือนาแสวงหาคณะสงฆ์ที่ว่านั้นไปถึงสำนักสงฆ์ของพระอุทุมพรมหาสวามีแห่งเมืองเมาะตะมะ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จเมื่อพระสุมนเถระแห่งสุโขทัย ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอุทุมพรมหาสวามี ขึ้นมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาในหริภุญไชย และเชียงใหม่ ตามลำดับ


และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ล้านนา ที่มีการดึงเอาโครงสร้างอำนาจของคณะสงฆ์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงสร้างอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งสืบทอดมาจาก “โคตรวงศ์ลาว” 


  • พระญาแสนเมืองมา (ครองราชย์ปีพุทธศักราช ๑๙๒๘-๑๙๔๕)


เมื่อพระญากือนาสวรรคต พระญาแสนเมืองมาได้ขึ้นปกครองเมืองเชียงใหม่ ด้วยอายุเพียง ๑๔ ขวบปี ท้าวมหาพรหมผู้เป็นอาว์จึงยกทัพมาจากเมืองเชียงราย มาชิงเมืองเชียงใหม่ แต่ทำการไม่สำเร็จ จึงหนีไปตายยังเมืองทางใต้ และราชสาส์นจากราชสำนักเชียงใหม่ที่มีไปถึงจักรพรรดิเจี้ยนเหวินแห่งราชวงศ์หมิง ได้เปลี่ยนศักดินา “สองแสนนา” ที่เคยใช้ในสมัยพระญากือนาเป็น “ล้านนา” แสดงให้เห็นเขตปกครอง หรือขนาดของอำนาจที่กว้างขวางมากขึ้นของพระญาแสนเมืองมา


ข้อมูลนี้ขัดแย้งกับเอกสารฝ่ายเมืองและฝ่ายวัด เช่น พื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานรัตนพิมพวงศ์ 

ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ที่ประมวลความได้ว่า ท้าวมหาพรหมแห่งเมืองเชียงราย ได้อาศัยความเป็นเครือญาติกับสตรีในราชสำนักกำแพงเพชร อาราธนาพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองกำแพงเพชร หรืออาราธนามาทั้งพระพุทธสิหิงค์และพระแก้วมรกต โดยถวายพระพุทธสิหิงค์แด่พระญาแสนเมืองมา ประดิษฐานไว้ในเมืองเชียงใหม่ ในวัดลีเชียงพระ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของอัฐิพระญาคำฟูผู้ปู่ ส่วนพระแก้วมรกตนั้นท้าวมหาพรหมอัญเชิญไปเมืองเชียงราย แล้วสร้างเจดีย์ครอบทับไว้ไม่ให้ผู้ใดรู้เห็น และท้าวมหาพรหมยังได้ขอยืมพระพุทธสิหิงค์จากพระญาแสนเมืองมา มาไว้ที่เมืองเชียงแสน เพื่อทำองค์จำลองพระพุทธสิหิงค์ที่เกาะดอนแท่น เมื่อจำลองพระพุทธสิหิงค์แล้ว ให้ทำการฉลองอย่างเอิกเกริก แล้วส่งพระพุทธสิหิงค์องค์จริง กลับคืนไปยังเมืองเชียงใหม่


พระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์
พระแก้วมรกต ท้าวมหาพรหมนำจากเมืองกำแพงเพชรขึ้นมาเชียงราย (ซ้าย) ที่มาภาพ: วิกิพีเดีย พระพุทธสิหิงค์ ท้าวมหาพรหมนำจากเมืองกำแพงเพชรขึ้นมาเชียงราย (ขวา) ที่มาภาพ: กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร

ส่วน ตำนานสิบห้าราชวงศ์ พื้นเมืองเชียงใหม่ มีการประณามพระญากือนาที่นำคณะสงฆ์กลุ่มใหม่เข้ามา ยังเมืองเชียงใหม่ว่า พระญากือนาเมื่อสวรรคต พระองค์ได้ไปเกิดเป็นรุกขเทวดา ในต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ที่

เวียงกุมกาม ได้ออกมาบอกพ่อค้าที่ผ่านทางจะไปเมืองเชียงใหม่ ให้บอกพระญาแสนเมืองมา สร้างเจดีย์ใหญ่ใจกลางเวียงที่สูงจนสามารถมองเห็นได้จากระยะสองพันวา เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้พระองค์ ๆ จึงจะได้ไปเกิดในเทวโลก เป็นเหตุให้พระญาสามฝั่งแกนจึงสร้างเจดีย์หลวงไว้กลางเมืองเชียงใหม่


ความขัดแย้งในเอกสารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การคัดลอกเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ เนื้อหาตกหล่น หรือมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน ที่สำคัญคือมันได้แสดงให้เห็นถึง “โครงสร้างอำนาจที่ไม่นิ่งในโคตรวงศ์ลาว” 


ตั้งแต่รัชสมัยพระญาผายู เครือญาติฝ่ายมารดาจากหัวเมืองมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลุ่มโครงสร้างอำนาจที่สำคัญอยู่ในมือของคณะสงฆ์นิกายต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้ถือครองความสามารถในการประพันธ์เรื่องราวเนื่องในพระพุทธศาสนา และมีนิกายหนึ่งได้ใช้ความสามารถในการประพันธ์ ผูกประวัติของท้าวมหาพรหม เข้ากับประวัติพระแก้วมรกต และพระพุทธสิหิงค์


และยังมีความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งที่ทำให้ท้าวมหาพรหมไม่ก่อกบฏยึดอำนาจจากพระญากือนา คือ พระญากือนากับท้าวมหาพรหมมีมารดาเดียวกัน คือ “นางจิตราเทวี” หรือ “มหาเทวีแม่ลูกสอง” ตามที่ปรากฏอยู่ในจารึกเจ้ามหาเทวีสร้างพระพุทธรูปบนแผ่นทองจังโก ที่คอระฆังพระธาตุหริภุญไชยด้านทิศเหนือ สันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัยพระญากือนา อ่านว่า เจ้ามหาเทวีอันเป็นแม่แก่เจ้าพระญาทั้งสองพี่น้องหากเป็นมหาอุบาสิกาแก่ฝูงสงฆ์ทั้งหลาย เมื่อถึงรัชสมัยพระญาแสนเมืองมา ทรงราชย์ในฐานะยุวกษัตริย์ พระมหาเทวีเจ้าตนแม่ผู้เป็นพี่สะใภ้ (นางยสุนทราเทวี) ได้เป็นผู้สำเร็จราชการ

ท้าวมหาพรหมจึงชวนพระมหาธรรมราชาที่ ๒ (พระศรีเทพาหูราช) จากสุโขทัย ขึ้นมาชิงราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ แม้จะทำไม่สำเร็จ ท้าวมหาพรหมยังคงดำรงอำนาจของพระองค์ในพื้นที่เมืองเชียงรายไว้ได้


  • พระญาสามฝั่งแกน (ครองราชย์ปีพุทธศักราช ๑๙๔๕-๑๙๘๔)


ท้ายที่สุดรอยร้าวใน “โคตรวงศ์ลาว” ที่เริ่มต้นจาก“เครือญาติฝ่ายมารดา” ตั้งแต่ “พระญาผายู” รัชกาลที่ ๕ ส่งผลทำให้ “พระญาสามฝั่งแกน” รัชกาลที่ ๘ ต้องเผชิญหน้ากับ “ท้าวยี่กุมกาม” ที่เป็น “โคตรวงศ์ลาว” เช่นเดียวกัน แต่เครือญาติฝ่ายมารดาเป็นคนละวงศ์ ท้าวยี่กุมกามขอความร่วมมือไปยังสุโขทัยอีกครั้ง พระมหาธรรมราชาที่ ๓ (ไสลือไท) เสด็จขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อไม่สำเร็จ พระมหาธรรมราชาที่ ๓ ยกทัพกลับเมืองสุโขทัย ทรงมอบเมืองซากให้ท้าวยี่กุมกามได้ปกครองจนสิ้นพระชนม์ เป็นตอนจบของเรื่องที่แตกต่างจากท้าวมหาพรหม  


  • พระเจ้าติโลกราช (ครองราชย์ปีพุทธศักราช ๑๙๘๔-๒๐๓๐)


ถึงแม้ว่าพระญาสามฝั่งแกนสามารถเอาชนะท้าวยี่กุมกาม ได้ครองเมืองเชียงใหม่ แต่พระองค์ต้องพบกับการชิงราชสมบัติ จาก “พระเจ้าติโลกราช” บุตรของพระองค์เอง ภายใต้การกำกับของ “เครือญาติฝ่ายมารดา” ซึ่งเป็น การชิงอำนาจที่กระทำอย่างอุกอาจ และเปิดเผยที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ล้านนา โดยเฉพาะใน ชินกาลมาลีปกรณ์ ถึงขั้นประณามว่า พระญาสามฝั่งแกนไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เลื่อมใสแต่ภูตผีปีศาจ ต้นไม้ สวน สถานที่ภูเขาและน้ำ มีการบวงสรวงด้วยโคและกระบือ ในขณะที่กล่าวยกย่องพระเจ้าติโลกราช และพระเมืองแก้วอย่างมากมาย การประณามดังกล่าว เพื่อสร้างความชอบธรรมในการถอดถอนพระญาสามฝั่งแกนออกจากอำนาจปกครอง และลดโอกาสของฝ่ายที่อยากสนับสนุน

พระญาสามฝั่งแกน ให้กลับสู่พระราชอำนาจ


สรุป


จากที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้ “โคตรวงศ์ลาว” จะถูกใช้สร้างความชอบธรรมเชิงจารีต เพื่อสืบทอดอำนาจผ่านสายโลหิตฝ่ายบิดา แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจที่แท้จริงกลับตั้งอยู่บนฐานสนับสนุนของ “เครือญาติฝ่ายมารดา” หัวเมืองสำคัญอย่างเชียงของ เชียงตุง ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเมืองเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางอำนาจปกครอง แค่ในฐานะเมืองขึ้น แต่คือฐานกำลังทางทหารและทรัพยากร ที่กำหนดเสถียรภาพของราชบัลลังก์ เห็นได้ชัดเจนจากกรณีการเปลี่ยนผ่านอำนาจในสมัยพระญาสามฝั่งแกน สู่พระเจ้าติโลกราช เป็นผลลัพธ์จากเครือญาติฝ่ายมารดาที่มีบทบาทสูงขึ้นในราชสำนัก 


ในบริบทการเมืองล้านนาโบราณ สถานะความเป็นกษัตริย์ที่สืบทอดตามสายเลือดบิดา ทำหน้าที่เพียงสัญลักษณ์เชิงอุดมการณ์ ขณะที่เครือข่ายความสัมพันธ์ฝ่ายมารดา คือ ผู้มีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองอย่างแท้จริง


แผนผังความสัมพันธ์โคตรวงศ์
แผนผังความสัมพันธ์

ตารางที่ ๑

โคตรวงศ์ลาว

รัชสมัย

เครือญาติฝ่ายมารดา/มหาเทวี

ฐานอำนาจ/เมืองที่ปกครอง

บทบาทและสถานะ

ทางการเมือง

พระญาผายู

จิตราเทวี

(มหาเทวี)

ลูกท้าวงัวเถิง

เมืองเชียงของ

พระญาผายูสถาปนาศูนย์กลางอำนาจที่เมืองเชียงใหม่ พระองค์มีบุตร ๒ องค์ เกิดจากนางจิตรามหาเทวี คือ

พระญากือนาและท้าวมหาพรหม

พระญากือนา

(ลูกพระญาผายู)

ยสุนทราเทวี

(มหาเทวี)

หลานท้าวงัวเถิง

เมืองเชียงของ

สืบราชสมบัติจากพระญาผายู

ท้าวเจ็ดพันตู

(ลูกพระญาผายู)

เมืองเชียงตุง 

(สันนิษฐาน)

เมืองเชียงตุง

พระญาผายูส่งไปครองเมืองเชียงตุง เพื่อต่ออายุ ก่อนจบชีวิตอย่างปริศนา ระหว่างถูกเชิญมาสืบราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่

ท้าวอ้ายอ่อน

(ลูกท้าวเจ็ดพันตู)

เมืองเชียงตุง

เมืองเชียงตุง

พระญาผายู (?) เรียกลงไปทำสงครามที่สุโขทัย ถูกจับไปอยุธยา บวชในสำนัก สมเด็จราชโมลี แล้วธุดงค์กลับไปเมืองเชียงใหม่

พระญาแขนเหล็ก

(ลูกท้าวอ้ายอ่อน)

เมืองเชียงตุง

เมืองเชียงตุง

พระญาแขนเหล็กปกครองเมืองเชียงตุง ทราบว่าท้าวอ้ายอ่อนบวชเป็นพระ ขึ้นมาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ลงไปรับขึ้นมายังเมืองเชียงตุง

ท้าวมหาพรหม

(ลูกพระญาผายู)

เมืองใต้

(สันนิษฐาน)

เมืองเชียงราย

เมืองเชียงแสน

ปกครองเมืองเชียงรายและเมืองเชียงแสน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเมืองทางใต้ (กำแพงเพชร) เมื่อพระญาแสนเมืองมา (หลาน) ครองราชย์ ได้ยกทัพจากเชียงรายมาชิงเมืองเชียงใหม่ เอกสารบางฉบับว่าแพ้ หนีไปตายเมืองใต้ แต่มีประวัติเกี่ยวข้องกับพระพุทธสิหิงค์ และพระแก้วมรกต สะท้อนการกลับมามีอำนาจปกครองเมืองเชียงรายอีกครั้ง 

พระญาแสนเมืองมา

(ลูกพระญากือนา)

ยสุนทราเทวี

(มหาเทวี)

เป็นนางกำนัล

ของมหาเทวี

ยสุนทรา/ 

เมืองเชียงของ

รับศึกท้าวมหาพรหมจากเมืองเชียงราย หลังได้พระพุทธสิหิงค์ ได้ให้อภัยรวมทั้งคืนสิทธิในการปกครองเมืองเชียงรายแก่ท้าวมหาพรหม

ท้าวยี่กุมกาม

(ลูกพระญาแสนเมืองมา)

เมืองเชียงราย

เมืองเชียงราย

ได้ปกครองเมืองเชียงราย ชักชวนพระมหาธรรมราชาที่ ๓ (ไสลือไท) มาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ทำการไม่สำเร็จ หนีไปกับพระมหาธรรมราชาที่ ๓ แล้วถูกตั้งให้กินเมืองซากจนสิ้นชีวิตที่เมืองซาก

พระญาสามฝั่งแกน

(ลูกพระญาแสนเมืองมา)

มีลูกกับมหาเทวีจาก

เมืองต่าง ๆ ๑๐ เมือง

เมืองเชียงของเป็นหลัก

สืบทอดอำนาจเครือญาติฝ่ายมหาเทวีเมืองเชียงของ ตอบแทนอาว์เลี้ยงที่ช่วยยึดอำนาจ ด้วยการสถาปนายศ “เจ้าสี่หมื่น” สูงกว่าเจ้าเมืองอื่น ๆ ที่มียศเป็นเจ้าหมื่น แล้วให้มาปกครองเมืองพะเยา

เผชิญหน้ากับท้าวยี่กุมกาม (พี่) ชิงเมืองเชียงใหม่ ท้าวยี่กุมกามแพ้ และแพ้ให้ท้าวลก (ลูก) ชิงเมืองเชียงใหม่สำเร็จ ถูกกักบริเวณที่เมืองเชียงใหม่

พระเจ้าติโลกราช

(ลูกพระญาสามฝั่งแกน)

ลูกของ “แม่พระพิลก”

โคตรวงศ์ลาว 

เมืองเชียงของ/

โคตรวงศ์เลือง สุโขทัย

เมืองเชียงใหม่ 

เมืองลำปาง

เมืองเชียงของ 

เมืองสุโขทัย

และเป็นเครือญาติห่าง ๆ กับอยุธยา ผ่านเครือญาติทางสุโขทัย (สุโขทัย โคตรวงศ์เลือง)

ชิงอำนาจจากพระยาสามฝั่งแกน 

พระบิดาอย่างเปิดเผย โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือญาติฝ่ายมารดา และขุนนางในเมืองเชียงใหม่ เมืองลำปาง


1 หลังการสวรรคตของพระญาแสนภู พระญาคำฟูปกครองบ้านเมืองสืบต่อมาได้เพียง ๒ ปี ทรงร่วมมือกับพระญาผานองเจ้าเมืองปัวตีได้เมืองพะเยา พระองค์จมน้ำสวรรคตที่แม่น้ำคำที่เมืองเชียงแสน เล่าลือกันว่าตายเพราะเงือกหรือจรเข้กัด เพราะเป็นชู้กับเมียของเพื่อนชาวเมืองพะเยา นับได้ว่าเป็นการตายร้าย พระองค์จึงถูกยกเป็นอารักษ์เมืองเชียงใหม่ 


หนังสืออ้างอิง

ทวี สว่างปัญญางกูร. พงศาวดารเมืองเชียงตุง. เชียงใหม่: หนังสือแจกเป็นบัตรพลีงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง ณ วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๓๓.

นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศาสตราจารย์, ดร., บรรณาธิการ. พื้นเมืองเชียงแสน. สรัสวดี อ๋องสกุล, ปริวรรต ตรวจสอบ และวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๔๖.  

บำเพ็ญ ระวิน, บรรณาธิการ. เอกสารชุดตำนานวัดป่าแดง เล่ม ๑: ตำนานวัดป่าแดง. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการวิจัยคัมภีร์ใบลานภาคเหนือ ฝ่ายวิจัยล้านนา, ๒๕๓๘.

พระพรหมราชปัญญา. รัตนพิมพวงศ์ ตำนานพระแก้วมรกต. พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์), แปล. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางสุภาพ ตาละลักษณ์ ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๑๒.

พระพุทธพุกาม, พระพุทธญาณ. ตำนานมูลศาสนา. สุด แสงสมวงศ์, พรหม ขมาลา, แปล. เชียงใหม่: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานทำบุญครบร้อยวัน นายหน่อ ชุติมา ณ บ้านเลขที่ ๑๕ ถนนท่าแพ ซอย ๕ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๑๓.

พระโพธิรังษี. ตำนานพระพุทธสิหิงค์. พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์), แปล. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานสมโภชพระพุทธสิหิงค์ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ณ วัดดอนตูม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๖.

พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์, ศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร, แปล. พิมพ์ครั้งที่ ๓ ในงานฌาปนกิจศพ นางทองคำ สุวรรนิชกุล ณ สุสานพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๑๕.

พริษฐ์ ชิวารักษ์. “ความเป็นมาของคำล้านนาและล้านนาไทยโดยสังเขป”. วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์. ปีที่ ๑๐. ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๖).

มานพ ถาวรวิวัฒน์สกุล, บรรณาธิการ. ตำนานมูลศาสนาเชียงใหม่และเชียงตุง: ประเสริฐ ณ นคร และปวงคำ ตุ้ยเขียว. กรุงเทพฯ: ศักดิ์โสภาการพิมพ์, ๒๕๓๗.

สมหมาย เปรมจิตต์, ปวงคำ ตุ้ยเขียว. ตำนานมูลศาสนา ฉบับวัดป่าแดง: ภาปริวรรต ลำดับที่ ๙. เชียงใหม่: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๑๙.

สมหมาย เปรมจิตต์. ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฉบับสอบชำระ. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการวิจัยเอกสารตัวเขียนในล้านนา, ๒๕๔๐.

สรัสวดี อ๋องสกุล, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๗.

อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, เดวิด เควัยอาจ. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: ห.จ.ก.ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์มบุคส์), ๒๕๔๓.


Comments

Rated 0 out of 5 stars.
No ratings yet

Add a rating
bottom of page