พระเมืองเกษเกล้า: กษัตริย์ล้านนาผู้อาภัพ
- ฉัตรลดา สินธุสอน

- Jul 29
- 7 min read
Updated: Jul 29

พระชาติกำเนิดอันคลุมเครือ
นักประวัติศาสตร์สามารถใช้คำว่ากษัตริย์ผู้อาภัพ สรุปพระราชประวัติใน“พระเมืองเกษเกล้า” ได้อย่างแท้จริง แต่ด้วยเหตุใดกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายมาอย่างถูกต้อง จึงมีบทสรุปเช่นนี้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระอัยกา (ปู่) พระเจ้าติโลกราช และรัชสมัยของพระราชบิดาที่แท้จริง
พระราชประวัติอันคลุมเครือเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่ประสูติ นักวิชาการฝ่ายที่ยึดหลักฐานตาม ชินกาลมาลี-ปกรณ์ สันนิษฐานว่าพระเมืองเกษเกล้าเป็นพระราชโอรสของพระเมืองแก้ว แต่นักวิชาการฝ่ายที่ยึด
หลักฐานจาก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานสิบห้าราชวงศ์ เป็นต้น สันนิษฐานว่าพระเมืองเกษเกล้าทรงเป็นพระอนุชาในพระเมืองแก้ว
ในด้านความน่าเชื่อถือของเอกสาร ชินกาลมาลีปกรณ์[1] ย่อมมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเอกสารอื่น ดังที่ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เคยวินิจฉัยไว้ว่า หากเกิดความขัดแย้งกันระหว่างชินกาลมาลีปกรณ์กับตำนาน
สิบห้าราชวงศ์ ให้ถือว่าชินกาลมาลีปกรณ์ถูกต้อง เพราะเรียบเรียงขึ้นเมื่อล้านนายังเป็นเอกราช อีกทั้ง
พระรัตนปัญญาเถระได้รจนาชินกาลมาลีปกรณ์ในสมัยพระเมืองแก้ว[2] อนึ่ง ภาษาบาลีมีไวยากรณ์บังคับทำให้การคัดลอกต่อกันมาไม่น่าผิดเพี้ยนจากพี่ - น้องไปเป็น พ่อ - ลูก[3]ได้ง่าย ๆ ซึ่งชินกาลมาลีปกรณ์ระบุพระนามก่อนขึ้นครองราชย์ของพระเมืองเกษเกล้าเป็นภาษาบาลีว่า “เชฏฐราชบุตร” แปลว่าพระองค์ทรงอยู่ในสถานะ “พระราชโอรสพระองค์ใหญ่”
อย่างไรก็ดี อายุของพระเมืองแก้วกับพระเมืองเกษเกล้าที่ห่างกันเพียง ๑๓ - ๑๕ ปี ได้ทำให้
สุรศักดิ์ ศรีสำอาง ตั้งข้อสังเกตว่า พระเมืองเกษเกล้าอาจทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระญา
ยอดเชียงราย และที่เรียกพระองค์ว่า “เชฏฐราชบุตร” ก็เพื่อระบุว่าพระองค์ทรงเป็นพระยุพราชที่จะสืบทอดราชสมบัติเท่านั้น[4] ข้อสังเกตนี้ทำให้ผู้เขียนเห็นว่า เป็นไปได้ที่พระเมืองแก้วจะไม่ทรงมีพระราชโอรส มีเพียงพระราชธิดาเท่านั้น ซึ่งจะอธิบายขยายความในตอนท้าย ๆ ของบทความ
นอกจากนั้น ผู้อ่านชินกาลมาลีปกรณ์จะรับรู้ได้ทันทีว่า พระรัตนปัญญาเถระได้คัดเลือกเรื่องที่จะบันทึกอย่างระมัดระวัง เช่น กรณีที่พระญาสามฝั่งแกนถูกพระเจ้าติโลกราชชิงราชบัลลังก์ กลับบันทึกไว้ว่า
พระญาสามฝั่งแกนทรงมอบราชสมบัติให้พระเจ้าติโลกราช ในขณะที่เอกสารอื่นระบุชัดว่าเป็นการชิง
ราชสมบัติ ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของชินกาลมาลีปกรณ์ จึงยังมีจุดที่ต้องพิจารณาเช่นเดียวกับเอกสารประวัติศาสตร์อื่น ๆ
ปลายรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช: ยุคทองและจุดเริ่มต้นของความล่มสลาย
เพื่อทำความเข้าใจบริบทแวดล้อมของพระเมืองเกษเกล้า จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังช่วงปลายรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อเครือญาติชาวเงี้ยว (ไทใหญ่) เริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองในราชสำนักล้านนาแทนเครือญาติฝ่ายพระราชมารดาที่เป็นขุนนางชาวเชียงของ กลุ่มขุนนางเงี้ยวนี้มี “แม่ท้าวหอมุก”
พระสนมในพระเจ้าติโลกราชเป็นกำลังสำคัญ
ด้วยความโปรดปรานที่พระเจ้าติโลกราชมีต่อแม่ท้าวหอมุก จึงทรงไว้วางพระราชหฤทัยมอบ
“พ่อท้าวบุญเรือง” ที่ทำความผิดฐานกบฏ ให้ไปอยู่ในความควบคุมของเครือญาติของแม่ท้าวหอมุกที่เมืองน้อย แต่แม่ท้าวหอมุกหรือพรรคพวกกลับ ลักใจ (กระทำโดยพลการ) ลอบปลงพระชนม์พ่อท้าว
บุญเรือง ต่อมา เอกสารประวัติศาสตร์มีการกล่าวถึงการออกประพาสหัวเมืองเงี้ยวของพระเจ้าติโลกราช โดยมีแม่ท้าวหอมุกตามเสด็จ แต่เนื้อความส่อแสดงว่าแม่ท้าวหอมุกได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เขียนบทความตั้งสมมติฐานว่า แท้จริงแล้วอาจเป็นการเสด็จไปเพื่อสำเร็จโทษแม่ท้าวหอมุกเพื่อ ตัดไม้ข่มนาม ให้ขุนนางเงี้ยวดู หลังจากทรงทราบความจริงเรื่องพ่อท้าวบุญเรืองไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา
แต่นั่นเป็นเพียงการโค่นกล้วยไว้หน่อ เพราะหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าติโลกราช โอรสของพ่อท้าวบุญเรือง คือ “พระญายอดเชียงราย” ได้ขึ้นครองราชสมบัติในล้านนาเชียงใหม่ พระองค์มีพระราชเทวีชื่อว่า “นางปงน้อย” ซึ่งเป็นเครือญาติเงี้ยว การสืบทอดอำนาจของขุนนางเงี้ยวในราชสำนักเชียงใหม่จึงไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิตแม่ท้าวหอมุก เมื่อนางปงน้อยประสูติกาล “พระเมืองแก้ว” ในช่วงปลายรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช และพระเมืองแก้วได้ขึ้นปกครองล้านนาเชียงใหม่ ทำให้กลุ่มขุนนางเงี้ยวจึงกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
รอยร้าวในราชวงศ์มังราย: กรณีลูกรัก - ลูกชัง
ปมเรื่อง ลูกรัก - ลูกชัง เกิดขึ้นอยู่เสมอในราชวงศ์มังรายตั้งแต่แรกสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ในรัชสมัยพระญาสามฝั่งแกนทรงมีพระราชโอรส ๑๐ พระองค์จากนางเทวีต่างองค์[5] พระองค์ทรงมอบหมายให้แต่ละองค์ไปปกครองเมืองต่าง ๆ ท้าวลก (พระนามเดิมของพระเจ้าติโลกราช) ได้ไปกินเมืองพร้าว ส่วนท้าวซ้อยหรือท้าวสิบ ซึ่งเป็นโอรสองค์สุดท้ายกลับได้ไปปกครองเมืองฝาง หัวเมืองสำคัญทางด้านเหนือที่ควบคุม
เส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงไปยังหัวเมืองเงี้ยว และลุ่มแม่น้ำกก - แม่น้ำโขง เมืองฝางเป็นศูนย์กลางทาง การค้าสำคัญของภูมิภาค มีสินค้าผ่านเข้า - ออกเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นของป่า ทาส และเกลือที่รับมาจากเมืองบ่อหลวง เมืองบ่อแร่ในสิบสองปันนา และเมืองน่าน[6] สะท้อนว่าพระญาสามฝั่งแกนไม่ทรงโปรดปรานท้าวลกเมื่อเทียบกับท้าวซ้อย เมื่อท้าวลกทำความผิดก็ทรงส่งท้าวลกไปปกครองเมืองยวมใต้ เป็นเมืองขนาดเล็ก ปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
อย่างไรก็ดี ความมั่งคั่งของล้านนาเชียงใหม่ที่เกิดจากการค้า โดยเฉพาะการเป็นแหล่งผลิตแร่เหล็ก[7] สำคัญในภูมิภาคมาตั้งแต่รัชสมัยพระญาสามฝั่งแกน[8] น่าจะถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ท้าวลกสามารถบรรลุข้อตกลงผลประโยชน์กับกลุ่มขุนนางเมืองยวมใต้ เมืองลำปางและเมืองพะเยา จนได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าติโลกราช
ในกรณีของพระญายอดเชียงราย เมื่อพระองค์ทรงรับราชสมบัติ กลับไม่ให้อำนาจแก่ขุนนางฝ่ายนาง
ปงน้อยที่เป็นเครือญาติเงี้ยว แต่ทรงแต่งตั้งขุนนางฝ่ายพระราชมารดาของพระองค์ขึ้นกุมอำนาจทางทหารและการปกครอง เช่น เจ้าหมื่นสามล้าน เจ้าแสนเมือง และเจ้าหมื่นลำปาง เป็นต้น ซึ่งขุนนางกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มสายโคตรวงศ์เลือง ของพระยายุธิษฐิระแห่งสุโขทัย[9] ที่เข้ามาสวามิภักดิ์ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าติโลกราช แล้วได้ไปปกครองเมืองพะเยาในลุ่มน้ำอิง ดังมีหลักฐาน “จารึกพันญากิตติ” “จารึกวัดดอนคราม”
“จารึกพันญากิตติ” (พุทธศักราช ๒๐๓๑) ระบุว่า ในปีแรกแห่งการครองราชย์ของพระญายอดเชียงราย พันญากิตติและครอบครัวได้ร่วมกันถวายวัดพันต้องแต้ม ที่พ่อของตนสร้างไว้ในเมืองเชียงแสน ให้เป็นวัดพระเจ้าแม่ลูก ดังรายละเอียดต่อไปนี้
“...จุงฟังนิยายสายสารตำนานบุญยกิริยาวัตถุอันพิเสส เป็นอุปเทส พระเป็นเจ้าเจ้าแผ่นดินนริทรมาดามหาราชเทวีมเหสีตนเป็นเง่าเจ้าธรณี...พันญากิตติและแม่เจ้าสาวคำร้อย นางยอแลงงายพระเป็นเจ้า ไหว้พระเป็นเจ้าว่ายังมีวัดพ่อตูข้าพันตองแต้ม ส้างในเมืองเชียงแสน น้องข้าพันญากิตติมาหื้อข้าถวายหื้อเป็นวัดพระเจ้าแม่ลูก พระเป็นเจ้าแม่ลูกก็ยินดีด้วยบุญ หื้อไว้นาหกแสนเบี้ย คน ๑๕ ครัว หื้อไม้สักแปลงพิหารทั้งหอปิดก...”[10]
“พระเป็นเจ้าเจ้าแผ่นดินนริทรมาดามหาราชเทวีมเหสีตนเป็นเง่าเจ้าธรณี” มีความหมายว่า พระมหาเทวีผู้ทรงเป็นพระราชมารดาของพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระอัครมเหสีผู้ยิ่งใหญ่ และทรงเป็นหลักชัย (หรือเป็นประธาน) แห่งแผ่นดิน และข้อความตอนท้ายของจารึกระบุชัดว่า “พระเป็นเจ้าแม่ลูก” ทรงยินดีในบุญ จึงทรงกัลปนาสิ่งของถวายเพิ่มเติมให้แก่วัด แสดงว่าช่วงต้นรัชสมัยพระญายอดเชียงราย (ประมาณปีพุทธศักราช ๒๐๓๑) อำนาจในราชสำนักล้านนาเชียงใหม่อยู่กับพระราชมารดาและเครือญาติ
ส่วน “จารึกวัดดอนคราม” (พุทธศักราช ๒๐๓๙) ระบุว่าพระราชมารดาในพระญายอดเชียงรายทรงมีพระราชสาวนีย์ให้คนถือ ตราหลาบคำ[11] (พระราชอาชญาทองคำ) มาถึงนางเมืองพะเยาโดยตรง เพื่อร่วมกันกัลปนาข้าพระไว้ที่วัดดอนคราม ๒๐ ครอบครัว โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแทบจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กลุ่มขุนนางเงี้ยวที่สนับสนุนนางปงน้อย ได้ทำการถอดถอนพระญายอดเชียงรายออกจากราชสมบัติ แล้วส่งตัวไปกักไว้ที่เมืองน้อยรายละเอียดมีดังนี้
“...พระมหาราชเทวีเจ้าแผ่นดิน...หื้อเอาตราหลาบคำมาเถิงนางเมืองพะเยา นางเมืองพะเยาหื้อพันนาหลัง กับเถ้าเมือง กับพันเชิงคดีแคว้น กับพันเขิงคดีหลวง พันพอน กับนายหนังสือแคว้น กับคนพันหนังสือพื้นเมืองพิง กับคนเถ้าเมือง นำมาไว้กับวัดดอนครามแล้ พระมหาราชเทวีเจ้า หื้อไว้กับคน ๒๐ ครัว รักษาพระพุทธเป็นเจ้า กับทั้งพระมหาเถรเจ้า ไผอย่ากลั้วเกล้า...”[12]
พระมหาราชเทวีเจ้าแผ่นดินผู้พระราชทานตราหลาบคำมาถึงนางเมืองพะเยาโดยตรงคือพระราชมารดาของพระญายอดเชียงราย พระองค์เป็นนางเทวีในโคตรวงศ์เลือง ที่เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าติโลกราชพร้อมกับพระยายุธิษฐิระ การออกตราหลาบคำพระมหาราชเทวีเจ้าแผ่นดิน ครั้งนี้ อาจเป็นกุศโลบายเพื่อปกป้องเครือญาติของพระนางที่อยู่ในเมืองพะเยา ด้วยการยกให้เป็น “ข้าพระ” ซึ่งจะเป็นหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเครือญาติได้ดีที่สุด เพราะไม่มีขุนนางหรือกษัตริย์พระองค์ใด จะกล้าโยกย้ายหรือรบกวนคนที่ถูกถวายไว้ในพระศาสนา ก่อนที่พระองค์จะสิ้นอำนาจในราชสำนัก
ล้านนา
อนึ่ง หลักฐานที่กล่าวถึงตราหลาบคำพบในจารึกล้านนา ๒ รายการ ได้แก่ จารึกวัดดอนคราม ของพระราชมารดาพระญายอดเชียงราย และจารึกวัดปราสาทของพระเมืองแก้วกับพระราชมารดา นอกจากนี้ยังมีกล่าวถึงตราหลาบคำของพระเจ้าบุเรงนองในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ ๗๐๐ ปี แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานการค้นพบตราหลาบคำดังกล่าวทั้ง ๓ รายการ
นอกเหนือจากการขัดแย้งระหว่างโคตรวงศ์และเครือญาติ ฝ่ายพระราชมารดาและนางปงน้อย กลุ่มขุนนางเงี้ยวยังมีข้ออ้างที่น่าขันในการปลดพระญายอดเชียงรายลงจากราชบัลลังก์ โดยอ้างว่าพระองค์โปรดปรานลูกเลี้ยงชาวฮ่อ (จีน) ชื่อ “เพลาสล้าง” (อาจเป็นพระราชโอรสที่ประสูติจากนางอะตะปาเทวีที่ปรากฏหลักฐานที่จารึกวัดตโปทาราม[13] พุทธศักราช ๒๐๓๕ หรือที่เพ็ญสุภา สุขคตะ เห็นว่าเป็นคนเดียว กันกับพระนางเรือนเย็น[14]) และอาจจะเป็นเหตุให้เจดีย์ที่พระนางอะตะปาทรงสร้างมีรูปแบบศิลปกรรมล้านนากับจีนผสมผสานกัน (ภาพที่ ๑)

“...เจ้าพญายอดมีลูกกับด้วยนางปงน้อย...พญายอดตนพ่อบ่รักหลายเท่ารักลูกห้อ...”[15]
ข้อกล่าวหาว่ารักลูกฮ่อมากเกินกว่าพระโอรสแท้ ๆ ถึงขั้นแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหมื่นเมืองพร้าว ถือเป็นพระราชจริยาวัตรที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม เมื่อถูกถอดออกจากราชสมบัติ พระญายอดเชียงรายมีพระชนมายุ ๓๙ พรรษา พระองค์ถูกกักบริเวณอยู่ที่เมืองน้อย ภายใต้การควบคุมของขุนนางเงี้ยว เช่นเดียวกับพ่อท้าวบุญเรือง พระราชบิดาที่ถูกกักบริเวณและปลงพระชนม์ชีพที่เมืองน้อย
ยังมีเหตุการณ์ที่ตอกย้ำรอยร้าวลึกระหว่างพระญายอดเชียงรายกับนางปงน้อยอีกเรื่องหนึ่ง คือการที่นางมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ “ศิริยวาปีมหาอำมาตย์” โดยมีหลักฐานสำคัญคือ โคลงนิราศหริภุญไชย ซึ่งรจนาขึ้นในรัชสมัยพระเมืองแก้ว[16] ที่มีการกล่าวถึงหญิงคนรักด้วยนามลำลองว่า “ทิพย์” “ธิบาธิเบศร์แก้ว กัลยา” (หมายถึงกษัตริย์หญิง)[17] หรือ “ทิพอาชญา” (หมายถึงทิพผู้ทรงอาชญา ซึ่งหมายถึงกษัตริย์)[18]
แม้ไม่ได้ระบุพระนามโดยตรง แต่บริบทสะท้อนชัดว่าเจ้าของนามลำลองว่า “ทิพย์” ผู้นี้ มีสถานะและอิทธิพลอยู่ในราชสำนัก มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้แต่งโคลงนิราศหริภุญไชย ความสัมพันธ์นี้อาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังนางเถลิงอำนาจ แต่นั่นก็เพียงพอจะทำให้ พระญายอดเชียงรายไม่โปรดปรานนางปงน้อย รวมถึงพระเมืองแก้วผู้เป็นโอรสด้วย
อนึ่ง ชินกาลมาลีปกรณ์ แม้จะเลี่ยงการบันทึกเรื่องที่กระทบถึงภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ แต่ก็มีข้อมูลบางตอนที่น่าพินิจพิเคราะห์ เช่น การทำบุญของพระเมืองแก้วมักทำร่วมกับพระราชมารดา เช่น การฉลองวัดกุมารารามที่พระนางปงน้อยทรงสร้างไว้ในบ้านเกิด[19] แต่บางครั้งก็ทรงแยกกันทำ เช่น พระเมืองแก้วโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นในหมู่บ้านที่เคยเป็นที่ประทับของพระราชปัยกาเมื่อทรงเป็นพระยุพราช (ทวด - หมายถึงพระเจ้าติโลกราช) และพระราชบิดาของพระองค์เคยประทับอยู่มาก่อน หรือการสร้างโรงอุโบสถวัดมหาโพธารามตรงที่ถวายพระเพลิงพระศพพระราชบิดา[20] ขณะที่พระนางปงน้อยทรงแยกไปทำบุญส่วนพระองค์ โดยบริจาคบ้านของมหาอำมาตย์ที่เป็นใหญ่ในหนองขวาง เพื่อสร้างเป็น
สังฆาราม
“...ตั้งแต่นั้นมา พระราชมารดาพระนามว่า สิริยศวดีเทวี ทรงบริจาคบ้านซึ่งเป็นที่อยู่ของมหาอำมาตย์ที่เป็นใหญ่อยู่ในหนองขวาง เพื่ออุทิศให้เป็นสังฆาราม ...พระนางยศวดีเทวีราชมารดาโปรดให้ยกฉัตรยอดเจดีย์ที่วัดซึ่งพระนางได้สร้างไว้ ณ ตำบลบ้านที่อยู่ของมหาอำมาตย์ผู้เป็นใหญ่ในหนองขวาง และให้ยกมหาวิหารขึ้นด้วย...”[21]
มหาอำมาตย์ผู้นี้ก็คือ “ศิริยวาปีมหาอำมาตย์” ในชินกาลมาลินี[22] ระบุว่าเป็นพระสวามี และน่าจะเป็น
ผู้รจนาโคลงนิราศหริภุญไชยรำพันถึงพระนางปงน้อย เสียชีวิตเมื่อพุทธศักราช ๒๐๖๐ พระนางปงน้อย (หรือพระนางสิริยศวดีเทวีในภาษาบาลี) จึงทรงไปทำบุญเป็นการส่วนพระองค์[23] ข้อมูลนี้แสดงว่าพระนางปงน้อยประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ไม่ได้ตามเสด็จพระญายอดเชียงรายไปเมืองน้อย ฉะนั้น พระเมืองแก้วจึงต้องประทับที่เมืองน้อยกับมหาเทวีองค์อื่น
พระเมืองเกษเกล้า: ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เชฏฐราชบุตร”
สุรศักดิ์ ศรีสำอาง มีความเห็นว่า “พระเมืองเกษเกล้า” อาจเป็นพระราชโอรสของพระญายอดเชียงรายที่เกิดกับ “มหาเทวีอโนชา” ประสูติที่เมืองน้อย หากพระเมืองเกษเกล้าประสูติในปีพุทธศักราช ๒๐๓๘ ระยะห่างของช่วงอายุระหว่างพระองค์กับพระเมืองแก้วย่อมมีความสอดคล้องในฐานะ “พี่ - น้อง”[24] มากกว่าจะเป็น “พ่อ - ลูก” ดังปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ ๗๐๐ ปี พระเมืองแก้วประสูติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๒๕[25] ส่วนพระเมืองเกษเกล้าประสูติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๔๐[26] และในตำนาน
พื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับ ๗๐๐ ได้ย้ำชัดว่า พระเมืองเกษเกล้าเป็นน้องของพระเมืองแก้ว เป็นโอรสใน
พระญายอดเชียงรายที่อยู่เมืองน้อย แต่เมื่อพระองค์อายุได้ ๒ พรรษาได้ถูกนำมาเลี้ยงดูในราชสำนักเมืองเชียงใหม่ ทำให้พระรัตนปัญญาเถระเข้าใจสายสัมพันธ์คลาดเคลื่อน และบันทึกในชินกาลมาลีปกรณ์ว่า
“...พระยุพราชผู้เป็นราชบุตรองค์ใหญ่ของพระราชานั้น...ประทับอยู่ในพระราชนิเวศน์แห่งเดียวกัน ได้เสวยราชย์สมบัติเมื่อปีระกา พระชนมายุ ๒๘ ปี...”[27]
ก็เพราะท่านเข้าใจว่าพระเมืองเกษเกล้าเป็นพระราชโอรสในพระเมืองแก้ว ชินกาลมาลีปกรณ์ที่ท่านรจนาไว้ด้วยภาษาบาลี จึงเขียนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเมืองแก้วกับพระเมืองเกษเกล้าในฐานะ “พ่อ - ลูก” หรือเป็นไปได้ว่าท่านจะบันทึกตามตำแหน่งของพระเมืองเกษเกล่าในเวลานั้น เพราะพระเมืองแก้วทรงตั้งพระเมืองเกษเกล้าเป็น “เชฏฐราชบุตร” ซึ่งเป็นตำแหน่งพระยุพราชแห่งล้านนาเชียงใหม่[28]
ผู้เขียนจึงมีความเห็นสอดคล้องกับ สุรศักดิ์ ศรีสำอาง ว่าพระเมืองเกษเกล้าเป็นราชโอรสในพระญา
ยอดเชียงราย และไม่มีทางที่พระเมืองเกษเกล้าจะเป็นโอรสของพระนางสิริยศวดีเทวีกับมหาอำมาตย์ คนรักใหม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะขัดต่อจารีต และอุดมคติทางการเมืองของล้านนาอย่างรุนแรง เนื่องจากความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ล้านนา มาจากการสืบสายโลหิต “โคตรวงศ์ลาว” (ราชวงศ์มังราย) เท่านั้น
การสวรรคตของพระเมืองแก้ว
ตำนานสิบห้าราชวงศ์[29] กล่าวถึงช่วงปลายรัชสมัยพระเมืองแก้ว (พุทธศักราช ๒๐๖๐) ว่าเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อกลุ่มขุนนางเงี้ยวนำโดย พญากาย (เฒ่าเมืองเชียงทอง) กับ เฒ่าเมืองนาย ได้พาผู้คนอพยพเข้ามาสวามิภักดิ์มากกว่า ๒๓,๐๐๐ คนกับช้าง ๓๘ เชือก และม้า ๒๕๐ ตัว การเทครัวเข้ามาครั้งนี้ น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่พวกไทเมาเข้าตีกรุงอังวะ และโสหันพวาได้ฆ่าชาวพม่าในกรุงอังวะเกือบหมดสิ้น พระเจ้าเมงคยินโยจึงทรงประกาศจะยกทัพจากเมืองตองอูไปล้างแค้นแทนพวกพม่าที่ตายไป[30]
พระเมืองแก้วทรงพยายามควบคุมกลุ่มอำนาจนี้ โดยตั้งให้ พญากาย ไปปกครองเมืองฝาง มีตำแหน่ง
แสนฝาง แล้วให้ทหารที่มาด้วย ๑,๒๐๐ คน ไปอยู่ด้วยที่เมืองฝาง ส่วนทหารและคนที่เหลือให้แยกย้ายไปอยู่ที่พันนาทะกาน และ เก้าช่อง เมืองพร้าว ให้เฒ่าเมืองนายไปกินเมืองคองในตำแหน่ง ร้อยด่าง
เห็นได้ว่าพระเมืองแก้วทรงควบคุมกลุ่มอำนาจจากไทใหญ่ที่เข้ามาสวามิภักดิ์ ด้วยการส่งไปเป็นเจ้าเมืองชายแดน เพื่อใช้เป็นกันชน และกระจายคนให้ไปอยู่ที่เมืองต่าง ๆ อย่างไรก็ดี ขุนนางเหล่านี้เข้ามาพร้อมฐานอำนาจเดิม และอาจไม่ได้สวามิภักดิ์อย่างแท้จริง
การรับคนกว่า ๒๓,๐๐๐ คน พร้อมทรัพยากรช้าง ม้า เข้ามา ไม่ใช่การได้ไพร่เมืองและทรัพย์สินเพิ่ม แต่หมายถึงการที่พระองค์ทรงมีภาระก้อนใหญ่ที่เข้ามาใช้ทรัพยากรของล้านนา จนกว่าจะตั้งตัวได้ และคนเหล่านี้ย่อมเข้าพวกกับผู้นำของตน ถ้าควบคุมได้ไม่ดี ก็จะเกิดความวุ่นวายที่กระทบต่อเสถียรภาพของ
ราชสำนักล้านนาเชียงใหม่ และสั่นคลอนราชบัลลังก์ของพระองค์
การส่งผู้นำเงี้ยวไปเป็นเจ้าเมืองชายแดน คือ ความพยายามแยกกลุ่มอำนาจใหม่ก้อนนี้ออกจากศูนย์กลางเมืองหลวง[31] แต่ได้กลายเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาหนีกลับ หรือติดต่อกับฐานอำนาจเดิมได้ ดังปรากฏว่าเฒ่าเมืองคองได้พาพรรคพวกหนีกลับไปเมืองนาย พระเมืองแก้วจึงให้ยกกองทัพล้านนาติดตามจับเฒ่าเมืองคองไปจนถึงเมืองสาด ชวาด เมื่อเฒ่าเมืองพากำลังคนข้ามพ้นแม่น้ำคง ตามกฎหมายโบราณของล้านนาห้ามไม่ให้ตามต่อ[32] ขุนนางที่ไปตามจับเฒ่าเมืองคองกลับมาเมืองเชียงใหม่มือเปล่า
นอกจากนี้ พระเมืองแก้วยังทรงขัดแย้งกับขุนนาง เมื่อครั้งที่ทรงสั่งให้กองทัพเชียงใหม่ไปตีเมืองเชียงตุง เพื่อช่วยพ่อท้าวเชียงคงให้ได้กินเมืองเชียงตุง แต่กองทัพพ่ายแพ้กลับมา พระเมืองแก้วให้ประหารนายทัพ คือ แสนยี่พิงไชยและหมื่นสาทแก้ว[33] การใช้พระราชอำนาจอย่างเด็ดขาดในขณะที่ฐานอำนาจของพระองค์สั่นคลอนเช่นนี้ ยิ่งผลักไสให้ขุนนางในราชสำนักหันไปร่วมมือกับกลุ่มขั้วอำนาจอื่น จนพระองค์สูญเสียการสนับสนุนและไม่เหลือคนสนิทที่ไว้วางใจได้
ชินกาลมาลีปกรณ์ มีการบันทึกพระราชประวัติของพระเมืองแก้วและพระราชมารดาสลับกับประวัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาโดยลำดับ ทว่ากลับไม่ปรากฏบันทึกเรื่องพระอัครมเหสีหรือพระราชโอรส/ ธิดาในพระเมืองแก้วอย่างชัดเจน จนกระทั่งเมื่อใกล้สิ้นรัชสมัยจึงบันทึกว่า เมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๖๕ พระราชา พระราชมารดา พระมาตุฉาเทวี พร้อมด้วยพระภิกษุจาก ๓ นิกาย ได้ร่วมกันบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ เจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ ในปีเดียวกันนั้นเอง พระราชธิดาในพระเมืองแก้วได้สิ้นพระชนม์ลง จากนั้นพระรัตนปัญญาเถระก็ได้ยุติการบันทึกเรื่องการบำเพ็ญพระราชกุศลร่วมกัน ระหว่างพระเมืองแก้วกับพระราชมารดาจนสิ้นรัชกาล
กรณีนี้หากจะสันนิษฐานว่าพระรัตนปัญญาเถระผู้รจนาชินกาลมาลีปกรณ์เกิดความสับสนในคำบาลีที่เขียนว่า “พระราชมารดา” กับ “พระราชธิดา” ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าพระราชธิดาพระองค์นี้เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระเมืองแก้ว การที่ไม่ปรากฏชื่อทำบุญร่วมกันระหว่างทั้งพระเมืองแก้วกับ พระราชมารดา อาจเป็นนัยสะท้อนความแตกแยกระหว่างทั้งสองพระองค์ ที่มีมากขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๐๖๕ ไปจนถึงวันสวรรคตของพระเมืองแก้วในปีพุทธศักราช ๒๐๖๘ ภายใต้เหตุการณ์สิ้นพระชนม์ของพระราชธิดาพระองค์นี้[34] นับเป็นช่วงเวลาที่ราชสำนักล้านนาเชียงใหม่เงียบเหงาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง จนนำไปสู่การลอบปลงพระชนม์ในที่สุด
แม้ชินกาลมาลีปกรณ์จะสรรเสริญพระเมืองแก้วอย่างมากมาย และกล่าวถึงการสืบราชสมบัติของพระเมืองเกษเกล้าเป็นไปด้วยดี แต่เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับอื่น เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ระบุสาเหตุการสวรรคตว่ามาจากการเสวยเนื้อม้ามีพิษ[35] ข้าราชสำนักเมืองเชียงใหม่ จึงยกพระเมืองเกษเกล้าซึ่งดำรงพระอิสริยยศ พระยุพราช หรือพระอุปราช[36] ขึ้นครองราชสมบัติ[37]
ส่วน “พระมาตุฉาเทวี” ที่ปรากฏตัวในพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่วัดเจดีย์หลวง อาจหมายถึง เจ้ามหาเทวีอโนชา[38] ที่เสด็จกลับมาประทับกับพระเมืองเกษเกล้าที่เมืองเชียงใหม่ หลังจากพระราชสวามีสวรรคต รายละเอียดที่ปรากฏในชินกาลมาลีปกรณ์ มีดังนี้
“...พระราชาและพระราชเทวี (พระราชมารดา) พร้อมด้วยพระมาตุฉาเทวี และคณะสงฆ์ ๓ นิกาย มีพระมหาเถรราชครูเป็นประมุข ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์เจดีย์หลวงในวัดที่พระเจ้าแสนเมืองมาทรงสร้าง...”[39]
บทสรุปสุดท้ายของกษัตริย์ล้านนาผู้อาภัพ
รัชสมัยของพระเมืองเกษเกล้านั้นปราศจากเสถียรภาพอย่างรุนแรง พระองค์ทรงครองราชย์ ๒ ครั้ง ท่ามกลางการชิงอำนาจของขุนนาง ครั้งแรก ครองราชย์ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๐๖๙ - ๒๐๘๑ เป็นเวลา ๑๒ ปี และครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๘๖ - ๒๐๘๘ เป็นเวลาเพียง ๒ ปี
ตำนานสิบห้าราชวงศ์ บันทึกไว้สั้น ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในรัชสมัยของพระเมืองเกษเกล้าว่าทรงสถาปนาวัดโลกโมฬีและวัดบุญเพียร ต่อมาเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้เรือนหลวงที่พระเมืองแก้วทรงสร้าง และไฟลามไปไหม้บ้านท่าแพ[40] เวลานั้น “...เจ้าพระยาเกศ แม่ลูกย่าหลานหื้อทานเงินแก่ชาวท่าแพ...”[41] (พระเมืองเกษเกล้า เจ้ามหาเทวีอโนชาพระราชมารดา และพระราชโอรสธิดา เช่น ท้าวซายฅำ พระนางยอดคำทิพย์)
เจ้ามหาเทวีอโนชา สิ้นพระชนม์เมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๗๗[42] หลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ปีต่อมา บรรดาขุนนางก็ถอดถอนพระเมืองเกษเกล้าออกจากราชสมบัติ กักขังพระองค์ไว้ที่เมืองน้อย สะท้อนให้เห็นว่าผู้ก่อการคือ กลุ่มขุนนางเงี้ยว ที่เคยกุมอำนาจในราชสำนักมาแต่เดิม เมื่อขุนนางกลุ่มนี้เชิด
ท้าวซายคำขึ้นครองราชสมบัติได้แล้วก็ยังไม่พอใจ จึงปลงพระชนม์ท้าวซายคำพร้อมมหาเทวีและพระราชโอรสธิดา จากนั้นจึงนำพระเมืองเกษเกล้ากลับมาครองราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่เป็นหน ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๘๖ - ๒๐๘๘ ทว่าท้ายที่สุด ขุนนางเงี้ยวกลุ่มแสนคร้าวก็ได้กระทำฆาตวินาศ[43] พระเมืองเกษเกล้า ณ ข่วงหลวงเมืองเชียงใหม่ นำพระวรกายไปส่งสะกาน (เผา) ณ วัดแสนพอก และบรรจุพระ
บรมอัฐิไว้ในวัดโลกโมฬี เป็นอันสิ้นรัชสมัยของกษัตริย์ล้านนาผู้อาภัพพระองค์นี้
เมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อมพระเมืองเกษเกล้า พระองค์อยู่ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจระหว่างขุนนางมาตลอดพระชนม์ชีพ แม้ในยามถูกปลงพระชนม์ ขุนนางที่แย่งชิงอำนาจกันอยู่ในเวลานั้นยังไม่ได้กำหนดตัว “โคตรวงศ์ลาว” หรือเชื้อสายราชวงศ์มังราย ที่จะยกขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ได้เลยด้วยซ้ำ
หลักฐานประวัติศาสตร์แสดงว่าแสนคร้าวให้คนไปเชิญ พระญาเชียงตุง (โคตรวงศ์ลาว - เชียงตุง) แต่พระองค์ก็ไม่รับ แสนคร้าวจึงส่งคนไปอัญเชิญเจ้าฟ้าเงี้ยว คือ เจ้าฟ้าเมืองนาย (โคตรวงศ์ลาว-สายขุนเครือ บุตรคนที่ ๓ ในพระญามังราย[44]) แต่เจ้าฟ้าเมืองนายยังไม่ทันมา กลุ่มพันธมิตรขุนนางฝ่ายตรงข้ามแสนคร้าวได้ไปตั้งมั่นกันที่เมืองเชียงแสน และได้ตกลงกันว่าจะไปอัญเชิญ “พระไชยเชษฐา” (พระราชโอรสในพระเจ้าโพธิสาลราช กษัตริย์แห่งล้านช้าง ประสูติในพระนางยอดคำทิพย์พระราชธิดาในเจ้ามหาเทวีจิรประภา) ถือเป็นโคตรวงศ์ลาว - สายล้านช้าง มาครองราชย์ โดยพันธมิตรขุนนางกลุ่มเมืองเชียงแสนส่วนหนึ่ง ได้เข้ามาปกป้องเจ้ามหาเทวีจิรประภาที่ประทับอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่
อนึ่ง เจ้ามหาเทวีจิรประภาเป็นพระอัครมเหสีในพระเมืองเกษเกล้า ที่สืบสายเลือด โคตรวงศ์เลือง (สายพระยายุธิษฐิระ) ดังนั้นที่มาของพระนางจึงมีความเกี่ยวข้องกับสุโขทัยและอยุธยา[45]
เมื่อทัพของแสนคร้าวฝ่ายขุนนางเงี้ยวยกเข้ามาตีเมืองเชียงใหม่ เป็นเวลาเดียวกับที่ทัพของหมื่นหัวเคียนเจ้าเมืองแสนหวีซึ่งเป็นพันธมิตรกับขุนนางฝ่ายเมืองเชียงแสนเข้ามาถึงเมืองเชียงใหม่ ทั้งสองฝ่ายจึงเข้าต่อสู้กัน หมื่นหัวเคียนแตกทัพหนีไปตั้งมั่นที่เมืองลำพูน พอพักไพร่พลรวมกำลังได้ ก็ยกเข้ามาล้อมเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง เจ้ามหาเทวีจิรประภาจึงได้ขอความช่วยเหลือจากสมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์อยุธยา ผ่านทางชาวอยุธยาที่เข้ามาค้าขายที่กาดเชียงเรือก แต่ก่อนที่ทัพสมเด็จพระไชยราชาขึ้นมาถึงเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายแสนคร้าวที่ปิดล้อมเมืองเชียงใหม่ก็ได้ถูกทัพพันธมิตรขุนนางเมืองเชียงแสนกวาดล้าง จากนั้นขุนนางพันธมิตรเมืองเชียงแสนได้ยกเจ้ามหาเทวีจิรประภาเป็นกษัตรีย์ ถึงเดือน ๑๐ พุทธศักราช ๒๐๘๘ เมื่อกองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชมาถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้ามหาเทวีจิรประภาจึงให้ขุนนางออกถวายบรรณาการ จากนั้นสมเด็จพระไชยราชาธิราชได้เสด็จไปทำบุญ ณ กู่บรรจุพระบรมอัฐิพระเมือง
เกษเกล้าในวัดโลกโมฬี ก่อนจะเสด็จยกทัพกลับอยุธยา หลังจากนั้นในเดือน ๑๑ เงี้ยวพวกเจ้าฟ้าเมืองยองห้วยยกทัพมาปล้นเมืองเชียงใหม่แต่ทำการไม่สำเร็จ ต่อมา เกิดเหตุ แผ่นดินไหวหนักจนยอดเจดีย์หลวงและเจดีย์วัดพระสิงห์หัก
การที่มีเหตุร้ายหลายอย่างนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ชาวเชียงใหม่หวาดหวั่นกับอาเพศที่เกิดขึ้น จนสิ้นขวัญกำลังใจจะอาศัยในเมืองเชียงใหม่ต่อไป โดยเฉพาะเจ้ามหาเทวีจิรประภาที่สูญเสียพระ
ราชสวามีและพระโอรสไปเพราะการแย่งชิงอำนาจ (แผนผังที่ ๑)

บทส่งท้าย: เหลือไว้เพียงพระบรมอัฐิ
ดังนั้น ในปีพุทธศักราช ๒๐๘๙ เดือน ๑๑ พระไชยเชษฐาเสด็จมาถึงเมืองเชียงใหม่ บ้านเมืองในล้านนาวุ่นวายด้วยการสงครามไม่หยุดหย่อน พร้อมกับหงสาวดีและอยุธยาทำการขยายอำนาจทางทหารคุกคามเอกราชของล้านนาเชียงใหม่ ประกอบกับชาวล้านนาเชียงใหม่ได้ผ่านเหตุการณ์ที่สั่นคลอนขวัญกำลังใจอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ในพุทธศักราช ๒๐๘๙ พระไชยเชษฐาตัดสินพระทัยเสด็จกลับ
ล้านช้าง เจ้ามหาเทวีจิรประภา และพระญาติวงศ์กับบรรดาข้าราชสำนัก รวมถึงผู้คนจำนวนมากได้พากัน “ทอดทิ้ง” ล้านนาเชียงใหม่พร้อมกับอาราธนาพระแก้วมรกต พระพุทธสิหิงค์ และสรรพสิ่งของสำคัญต่าง ๆ ตามเสด็จพระไชยเชษฐาไปยังล้านช้างหลวงพระบาง เท่ากับว่า ผู้คนที่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพระเมืองเกษเกล้ากษัตริย์ผู้อาภัพ ได้เลือกทอดทิ้งเมืองเชียงใหม่ไปสิ้น เจดีย์วัดโลกโมฬีสถานที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ถูกทิ้งร้างเดียวดาย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย มาถึงปัจจุบัน (ภาพที่ ๒, ๓)


[1]ชินกาลมาลีปกรณ์ สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในรัชสมัยของพระเมืองแก้ว หรือพระพิลกปนัดดาธิราช (ครองราชย์พุทธศักราช ๒๐๓๘ - ๒๐๖๘) เนื้อหาว่าด้วยประวัติของพระพุทธศาสนา แล้วแทรกเรื่องราวประวัติศาสตร์ตั้งแต่รัชสมัยพระนางจามเทวี เรื่อยมาจนจบตอนแรกเมื่อพุทธศักราช ๒๐๖๐ โดยได้มีการแต่งเพิ่มเติมจนจบบริบูรณ์ในปีพุทธศักราช ๒๐๗๑ หรือประมาณรัชสมัยพระเมืองเกษเกล้า (ทรงครองราชย์ ๒ ครั้ง ครั้งแรกระหว่างปีพุทธศักราช ๒๐๖๙ - ๒๐๘๑ และครั้งที่ ๒ ปีพุทธศักราช ๒๐๘๖ - ๒๐๘๘) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ล้านนาประสบปัญหาทางการเมืองภายในราชสำนักอย่างรุนแรง อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พม่าสามารถยึดครองล้านนาได้สำเร็จ
[2]อ้างถึงใน สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ปาไป่สี่ฟู่ – ปาไป่ต้าเตี้ยน: เชียงใหม่ในเอกสารประวัติศาสตร์จีนโบราณ (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยในเอกสารภาษาจีน, ๒๕๓๙): ๖.
[3]สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, เจ้าพระญาเมืองเกสเชฏฐราช และพระมหาเทวี (พระราชอัยยิกามหาเทวีเจ้า) สายใยสุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย, เอกสารทางวิชาการ สำนักงานศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (เอกสารอัดสำเนา): ๒.
[4]สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, เจ้าพระญาเมืองเกสเชฏฐราช และพระมหาเทวี (พระราชอัยยิกามหาเทวีเจ้า) สายใยสุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย, เอกสารทางวิชาการ สำนักงานศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (เอกสารอัดสำเนา) ๓.
[5]ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี. คณะอนุกรรมการตรวจสอบและชำระตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ (เชียงใหม่: สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๓๙) (จัดพิมพ์เพื่อร่วมสมโภชเมืองเชียงใหม่ในวาระที่มีอายุครบ ๗๐๐ ปี) ๕๙ - ๖๐. กล่าวถึงโอรสพระญาสามฝั่งแกนว่า มีลูก ๑๐ คน ต่างแม่ เกิดมาตามลำดับ ดังนี้ ท้าวอ้าย ท้าวยี่ ท้าวสาม ท้าวไส ท้าวงั่ว ท้าวลก ท้าวเจ็ด ท้าวแปด ท้าวเอา ท้าวชิบ ที่เรียกท้าวซิบหรือท้าวสิบว่าท้าวซ้อย เพราะในภาษาล้านนา
คำว่าซ้อยหมายถึงน้องคนสุดท้อง ท้าวอ้ายตายตั้งแต่เด็ก ท้าวงั่วไปกินพันนาเชียงเรือ ท้าวลกกินเมืองพร้าว ท้าวเจ็ดกินเมืองเชียงราย ท้าวคนอื่น ๆ ก็ไปตามกรรมของแต่ละคน
[6]วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, ความสำคัญของเกลือสินเธาว์ที่มีผลกระทบต่อชุมชนโบราณ: กรณีศึกษาบ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อเกลือใต้ กิ่งอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน, (สารนิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๓๑): ๑๓๑.
[7]ข้อมูลจากการค้นคว้าของ ฮันส์ เพนธ์ ระบุว่าเมื่อครั้งที่เจ้าฮ่อลุ่มฟ้าส่งขุนนางมาถามเอาเครื่องบรรณาการเมื่อประมาณพุทธศักราช ๒๐๒๓ อยู่ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช จำนวนเหล็กที่ถูกเรียกบรรณาการในครั้งนั้น จำนวน ๕,๐๐๐ หาบ คิดเป็นน้ำหนักรวม ๑๕๐ ตัน (๑ หาบจีน มีน้ำหนักประมาณ ๓๐ กิโลกรัม ส่วน ๑ หาบไทมีน้ำหนักประมาณ ๖๐ กิโลกรัม) Hans Penth, A Brief History of Lan Na (Chiang Mai: Chiang Mai City Arts & Cultural Center and Chiang Mai Municipality, 2004): 154. อ้างถึงใน ชวิศา ศิริ, การค้าของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒, (วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐): ๑๔๗.
[8]ตีความจากอายุของตะกรันโลหะที่พบในพื้นที่ล้านนา จากการศึกษาของ ยอดดนัย สุขเกษม, ลัวะทำเหล็ก กลุ่มชาติพันธุ์และทรัพยากรโบราณล้านนา (ม.ป.ท.: สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร, ๒๕๖๘): ๘๘.
[9]รายละเอียดเกี่ยวกับโคตรวงศ์อ่านเพิ่มเติมได้ในสยามเทศะ โดย ฉัตรลดา สินธุสอน. บทบาทโคตรวงศ์ “เลือง” “ลาว” “กาว” และ “เขม”: ต่อดินแดนอยุธยา สุโขทัย ล้านนา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.siamdesa.org/post/the-role-of-the-lineage
[10]ฉ่ำ ทองคำวรรณ, “คำอ่านศิลาจารึก จังหวัดเชียงราย,” นิตยสารศิลปากร, ๗, ๑ (พฤษภาคม ๒๕๐๖): ๕๙-๖๔.
[11]หลาบ คือแผ่นโลหะที่ทำเป็นแผ่นคล้ายใบลาน หากทำด้วยทองคำ เรียกว่า หลาบคำ หากทำด้วยเงิน เรียกว่า หลาบเงิน การใช้งานหลาบแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ ๒ ประเภท คือ ใช้จารึกพระราชอาชญาของกษัตริย์เฉพาะกรณี หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกฎหมายเฉพาะกิจ และใช้จารึกคาถา เช่น คาถาหัวใจพระเจ้า หรือคาถาสำหรับบรรจุในเจดีย์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, เอกสารประกอบการบรรยาย หลาบ (ตราสาร): คำจารึกอาชญาของกษัตริย์ล้านนา (เชียงใหม่: สำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๖๐): ๑. (เอกสารประกอบการบรรยาย วันอังคารที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๓.๓๐ น. ณ ห้องบรรยาย ชั้น ๑ อาคาร ๙๐ ปี ราชภัฏเชียงใหม่)
[12]ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน): จารึกวัดดอนคราม. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/26601
[13]ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน): จารึกวัดตโปทาราม. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/2117
[14]อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำแปลของพระนามอะตะปาเทวี และเรื่องราวของพระนางได้ใน เพ็ญสุภา สุขคตะ: ปริศนาโบราณคดี: ใครคือ “พระนางอะตะปาเทวี” ในจารึกวัดร่ำเปิง “โป่งน้อย-อโนชา-สิริยศวดี” หรือ “ชายาจีนฮ่อของพระยอดเชียงราย”?. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://today.line.me/th/v3/article/ZaaDx9g
[15]ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิด เค วัยอาจ, (เชียงใหม่: หจก. สำนักพิมพ์ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์บุคส์), ๒๕๔๓): ๑๐๗.
[16]นักวิชาการมีความเห็นตรงกันว่า โคลงนิราศหริภุญไชยที่แต่งขึ้นในปีเมิงเป้า ควรเป็นปีเมิงเป้าที่ตรงกับพุทธศักราช ๒๐๖๐ ในรัชสมัยพระเมืองแก้ว เนื่องจาก โคลงบทที่ ๑๖ ระบุว่าพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ เพราะถ้าเป็นปีเมิงเป้าพุทธศักราช ๒๐๐๐ พระแก้วมรกตยังประดิษฐานอยู่ที่เมืองลำปาง ส่วนปีพุทธศักราช ๒๑๒๐ พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญไปไว้ที่หลวงพระบางแล้ว (ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๐๙๘) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน
เพ็ญสุภา สุขคตะ: “ล้านนาศึกษา” ใน “ไทศึกษา” ครั้งที่ ๑๓ (๑๒) ๕๐๐ ปี โคลงนิราศหริภุญไชย: คุณค่าและความทรงจำ (๑). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_73951
[17]โคลงนิราศหริภุญไชย แต่งให้ “พระนางสิริยศวดี” กษัตริย์หญิงล้านนาเมื่อ ๕๐๐ ปีที่แล้ว. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.museum-press.com/content
[18]เรื่องเดียวกัน
[19]พระรัตนปัญญาเถระ, ชินกาลมาลีปกรณ์, แสง มนวิทูร, แปล, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (ไม่ทราบสถานที่พิมพ์: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางทองคำ
สุวรรนิชกุล ณ สุสานพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง วันที่ ๑๗ มกราคม, ๒๕๑๕): ๓๕.
[20]เรื่องเดียวกัน, ๑๓๗-๑๓๘.
[21]เรื่องเดียวกัน, ๑๔๔.
[22]พระรัตนปัญญาเถระ, ชินกาลมาลินี, พระยารจนาพิมล, แปล (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, ๒๕๕๔): ๒๒๗. ชินกาลมาลีปกรณ์และชินกาลมาลินี
ผู้เขียนคนเดียวกัน แต่การแปลทำขึ้น ๒ คราว โดยทั่วไปนักวิชาการมักยึดชินกาลมาลีปกรณ์เป็นหลักในการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา ส่วนชินกาลมาลินีนั้นให้รายละเอียดที่แตกต่างจากชินกาลมาลีปกรณ์ ดังกรณีของศิริยวาปีมหาอำมาตย์ ถูกระบุไว้ในฉบับแปลของพระยารจนาพิมลว่าเป็น “สามี” ของพระนาง
ศิริยสวดี (นางปงน้อย)
[23]ในตำนานล้านนาฝ่ายเมือง เคยปรากฏพระมหาเทวีที่คบชู้ หรือแต่งงานใหม่ แต่กรณีของพระนางปงน้อยน่าจะเป็นกรณีเดียวที่ถูกบันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ฝ่ายวัด
[24]ตำนานสิบห้าราชวงศ์: ฉบับสอบชำระ, สมหมาย เปรมจิตต์, สอบชำระ, (เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๐): ๙๕.
[25]ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ ๗๐๐ ปี, ๘๓ - ๘๔.
[26]เรื่องเดียวกัน, ๘๗.
[27]ชินกาลมาลีปกรณ์, ๑๖๙.
[28]สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, เรื่องเดิม, ๔.
[29]ตำนานสิบห้าราชวงศ์: ฉบับสอบชำระ, ๙๑-๙๒.
[30]ดูเพิ่มเติมใน ประวัติศาสตร์พม่า, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๕๖): ๑๐๙. ; หม่อง ทิน อ่อง, แต่ง, เพ็ชรี สุมิตร, แปล.
[31]เมืองเชียงใหม่
[32]การที่กฎหมายล้านนาระบุไว้เช่นนั้น สะท้อนถึงความพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างบ้านเมือง เพราะแม่น้ำคงเป็นเส้นเขตแดนสำคัญ ถ้าหากข้ามไปอาจถูกถือว่าเป็นการรุกรานอธิปไตยของเมืองอื่น
[33]เอกสารบางฉบับเรียกหมื่นลาดแก้ว
[34]ไม่มีการระบุสาเหตุการสิ้นพระชนม์ อาจเป็นเรื่องเสื่อมเสียพระเกียรติยศที่พระรัตนปัญญาเถระมักหลีกเลี่ยงที่จะบันทึกไว้ก็เป็นได้
[35]ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, ๑๑๑.
[36]สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, เรื่องเดิม, ๔.
[37]พระราชธิดาในพระเมืองแก้ว เป็นผู้สืบโคตรวงศ์ลาว หากไม่สิ้นพระชนม์ เป็นไปได้ว่าขุนนางเงี้ยวอาจหนุนให้พระราชธิดาองค์นี้ ขึ้นครองราชสมบัติ
[38]พระญายอดเชียงราย สวรรคตประมาณปีพุทธศักราช ๒๐๔๙ หลังจากประทับอยู่ที่เมืองน้อย ๑๐ ปี
[39]ชินกาลมาลีปกรณ์, ๑๖๑.
[40]บ้านท่าแพคือพื้นที่จอดเรือขนส่งสินค้าขึ้น-ล่อง ในแม่น้ำปิง มีโรงเรือนเก็บสินค้าหลายแห่ง ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองเชียงใหม่
[41]ตำนานสิบห้าราชวงศ์, ๙๕.
[42]เรื่องเดียวกัน, ๙๕.
[43]เรื่องเดียวกัน, ๙๖.
[44]ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโคตรวงศ์เลือง ราชวงศ์มังราย และผังเครือญาติ ในสยามเทศะ โดย ฉัตรลดา สินธุสอน. มากกว่ามารดาและมเหสี: อำนาจของ “เจ้ามหาเทวี” จากยุคพระญามังรายถึงพระเจ้าติโลกราช. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.siamdesa.org/post/the-great-queen-from-the-era-of-king-mangrai-to-king-tilokaraj
[45]อ่านข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความเป็นมาของพระมหาเทวีจิรประภาได้ใน ฉัตรลดา สินธุสอน, “เขาไถ่ข้าไปเป็นมหาเทวี: ข้อสันนิษฐานถึงพระนางจิรประภามหาเทวี,” เมืองโบราณ, ๔๘, ๓ (กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๕): ๑๑๙ - ๑๒๖.
บรรณานุกรม
ฉัตรลดา สินธุสอน. “เขาไถ่ข้าไปเป็นมหาเทวี: ข้อสันนิษฐานถึงพระนางจิรประภามหาเทวี.” เมืองโบราณ. (กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๕): ๑๑๙ - ๑๒๖. |
ฉ่ำ ทองคำวรรณ, “คำอ่านศิลาจารึก จังหวัดเชียงราย,” นิตยสารศิลปากร, ๗, ๑ (พฤษภาคม ๒๕๐๖): ๕๙-๖๔. |
ชวิศา ศิริ. การค้าของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐. |
ตำนานสิบห้าราชวงศ์: ฉบับสอบชำระ. สมหมาย เปรมจิตต์, สอบชำระ. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๐. |
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี. คณะอนุกรรมการตรวจสอบและชำระตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ (เชียงใหม่: สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๓๙) (จัดพิมพ์เพื่อรวมสมโภชเมืองเชียงใหม่ในวาระที่มีอายุครบ ๗๐๐ ปี) |
นายกรัฐมนตรี, สำนักเลขาธิการ. ปาไป่สี่ฟู่ – ปาไป่ต้าเตี้ยน: เชียงใหม่ในเอกสารประวัติศาสตร์จีนโบราณ. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยในเอกสารภาษาจีน, ๒๕๓๙. |
ประวัติศาสตร์พม่า. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๕๖. หม่อง ทิน อ่อง, แต่ง, เพ็ชรี สุมิตร, แปล. |
ยอดดนัย สุขเกษม. ลัวะทำเหล็ก กลุ่มชาติพันธุ์และทรัพยากรโบราณล้านนา. ม.ป.ท.: สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร, ๒๕๖๘. |
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. ความสำคัญของเกลือสินเธาว์ที่มีผลกระทบต่อชุมชนโบราณ: กรณีศึกษาบ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อเกลือใต้ กิ่งอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน. สารนิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (สาขาวิชาโบราณคดี) กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๑. |
สุรศักดิ์ ศรีสำอาง. เจ้าพระญาเมืองเกสเชฏฐราช และพระมหาเทวี (พระราชอัยยิกามหาเทวีเจ้า) สายใยสุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย. เอกสารทางวิชาการ สำนักงานศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (เอกสารอัดสำเนา). |
รัตนปัญญาเถระ, พระ. ชินกาลมาลินี. พระยารจนาพิมล, แปล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, ๒๕๕๔. |
รัตนปัญญาเถระ, พระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แสง มนวิทูร. แปล. พิมพ์ครั้งที่ ๓. ไม่ทราบสถานที่พิมพ์: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางทองคำ สุวรรนิชกุล ณ สุสานพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง วันที่ ๑๗ มกราคม, ๒๕๑๕. |
อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. เอกสารประกอบการบรรยาย หลาบ (ตราสาร): คำจารึกอาชญาของกษัตริย์ล้านนา. เชียงใหม่: สำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๖๐. (เอกสารประกอบการบรรยาย วันอังคารที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๓.๓๐ น. ณ ห้องบรรยาย ชั้น ๑ อาคาร ๙๐ ปี ราชภัฏเชียงใหม่) |
อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิด เค วัยอาจ. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: หจก. สำนักพิมพ์ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์บุคส์), ๒๕๔๓. |
ข้อมูลออนไลน์
โคลงนิราศหริภุญไชย แต่งให้ “พระนางสิริยศวดี” กษัตริย์หญิงล้านนาเมื่อ ๕๐๐ ปีที่แล้ว. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.museum-press.com/content |
เพ็ญสุภา สุขคตะ. ปริศนาโบราณคดี: ใครคือ “พระนางอะตะปาเทวี” ในจารึกวัดร่ำเปิง “โป่งน้อย-อโนชา- สิริยศวดี” หรือ “ชายาจีนฮ่อของพระยอดเชียงราย”?. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://today.line.me/th/v3/article/ZaaDx9g |
เพ็ญสุภา สุขคตะ. “ล้านนาศึกษา” ใน “ไทศึกษา” ครั้งที่ ๑๓ (๑๒) ๕๐๐ ปี โคลงนิราศหริภุญไชย: คุณค่าและความทรงจำ (๑). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_73951 |
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), จารึกวัดดอนคราม. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/26601 |
สยามเทศะ โดย ฉัตรลดา สินธุสอน. บทบาทโคตรวงศ์ “เลือง” “ลาว” “กาว” และ “เขม”: ต่อดินแดนอยุธยา สุโขทัย ล้านนา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.siamdesa.org/post/the-role-of-the-lineage |
สยามเทศะ โดย ฉัตรลดา สินธุสอน. มากกว่ามารดาและมเหสี: อำนาจของ “เจ้ามหาเทวี” จากยุคพระญามังรายถึงพระเจ้าติโลกราช. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.siamdesa.org/post/the-great-queen-from-the-era-of-king-mangrai-to-king-tilokaraj |




Comments