top of page

ประวัติเกลือโดยย่อ

ประวัติเกลือโดยย่อ
ประวัติเกลือโดยย่อ

ความสำคัญของเกลือต่อมนุษย์


‘เกลือ’ - ‘Salt’  เกิดจากแหล่งที่มา ๒ รูปแบบคือ เกลือจากน้ำทะเล [Sea salt] และแร่หินเกลือที่เรียกว่าเฮไรต์ [Helite] เกิดจากทะเลที่ถูกปิดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เหือดแห้งกลายเป็นชั้นเกลือหินขนาดใหญ่ ปรากฎในหลายภูมิภาคในโลก จึงมีการทำเหมืองเกลือหิน [Mine salt] จากก้อนเกลือ หรือการละลายน้ำเกลือโดยธรรมชาติเป็น เกลือน้ำ [ฺฺBrine] มีทั้งที่เป็นบ่อน้ำเกลือและน้ำเกลือที่ผสมผสานกับดินผิวดินต่างๆ เรียกว่า เกลือดิน [Earth salt]


‘เกลือ’ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อารยธรรมของมนุษย์ในแต่ละแห่งแข็งแกร่งมากขึ้น จากความสำคัญที่ร่างกายต้องการเกลือโดยธรรมชาติอยู่แล้ว รวมทั้งสามารถใช้ในการถนอมอาหารและเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารของมนุษย์และสัตว์ เป็นยารักษาโรคและมีบทบาทในการแพทย์รวมทั้งในพิธีกรรมความเชื่อทางศาสนา เกลือเป็นสินค้ามูลค่าสูงและซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในโลกยุคโบราณและยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


เกลือคือสารประกอบทางเคมีที่มีธาตุโซเดียม ๔๐ % และคลอไรด์ ๖๐ % เรียกว่า โซเดียมคลอไรด์ [Sodium chloride] สูตรเคมี : NaCl ช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกายของมนุษย์  ร่างกายของมนุษย์ที่โตเต็มวัยมีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่ราว  ๒๕๐ กรัม ปริมาณค่าประมาณของสารอาหารที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย Adequate Intake (AI) คนโตเต็มวัยกำหนดไว้ที่ ๑,๕๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อทดแทนโซเดียมที่มีการสูญเสียออกทางเหงื่อ


ร่างกายต้องการโซเดียมเพ่ือช่วยรักษาความสมดุลของแรงดันออสโมติกและการกระจายตัวของของเหลวในร่างกาย ทําให้ระบบไหลเวียนของของเหลวภายในร่างกายเป็นปกติ เรามีเกลืออยู่ในทุกเซลล์ในร่างกาย เป็นสาเหตุที่น้ำตาและเหงื่อของเรามีรสเค็ม ร่างกายจะปรับปริมาณเกลือที่เราบริโภค  ทำให้เรากระหายน้ำเมื่อจำเป็นต้องเจือจางเกลือ ร่างกายที่แข็งแรงจะประมวลผลเพียงปริมาณเกลือที่ต้องการและ ‘ไต’ จะช่วยขับส่วนเกินออกไป แต่ถ้าขับไม่หมดจะทำให้ ‘ความดันโลหิตสูงและหัวใจทำงานหนักมากขึ้น’ แต่ถ้าเรามีเกลือในร่างกายไม่เพียงพอ ‘กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงและเป็นตะคริว’


จากรายงานการสำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยการสนับสนุนของสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา พ.ศ. ๒๕๕๕ กล่าวว่า คนไทยได้รับโซเดียมคลอไรด์ โดยเฉล่ีย ๑๐.๙ ± ๒.๖ กรัม ซึ่งมีแหล่งที่มาจากเครื่องปรุงรสต่างๆ ๘.๐.0 ± ๒.๖ กรัม ส่วนที่เหลือได้รับจากอาหารท่ีมีโซเดียมคลอไรด์สูง ซึ่งเครื่องปรุงรสในครัวเรือน ๕ ลําดับแรก คือ น้ําปลา ซีอ๊ิวขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม ส่วนอาหารที่นิยม ๑๐ อันดับแรกคือ  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง ปลาทูน่ึง น้ำพริกต่างๆ ปลาส้ม ข้าวโพดต้ม ลูกชิ้น แคปหมู มันฝรั่งทอด และไข่เค็ม คำนวณเทียบเป็นปริมาณโซเดียมพบว่า คนไทยได้รับโซเดียมจากอาหารท่ีบริโภคโดยเฉลี่ยสูงถึง ๔,๓๕๑.๗  มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน คิดเป็น ๒.๙ เท่าของความต้องการโซเดียมโดยเฉลี่ยต่อวันที่ร่างกายต้องการที่ ๑,๕๐๐ มิลลิกรัม จึงมีการรณรงค์เพื่อลดการบริโภคโซเดียมมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน


สำรวจความสำคัญของ ‘เกลือ’ ในสังคมมนุษย์


เมื่อกว่า ๕,๐๐๐ ปีที่ผ่านมาในอารยธรรมของชาวอียิปต์ ชาวอียิปต์ยุคแรกขุดเกลือจากทะเลสาบและแม่น้ำที่แห้งแล้ง รวมทั้งผลิตเกลือจากน้ำทะเล ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อวัฒนธรรมการถนอมอาหารในยุคแรกๆ ที่มีการบันทึกไว้ในโลก เกลือชนิดพิเศษมีส่วนสำคัญในพิธีกรรมซึ่งรวมทั้งการทำมัมมี่เพื่อรักษาร่างกายและเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังความตาย การค้าเกลือน่าจะสร้างความมั่งคั่งและอำนาจของอาณาจักรอียิปต์โบราณ   


เมื่อราว ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว นักโบราณคดีเพิ่งค้นพบเมืองเหมืองเกลือในบัลแกเรีย ที่เมือง Solnitsata ซึ่งมีอายุมากกว่าอารยธรรมอียิปต์ และมีอายุมากกว่าอารยธรรมกรีกก่อนราวพันปี บริเวณนี้ผลิตเกลือซึ่งเป็นที่ที่ต้องการอย่างมากให้กับคาบสมุทรบอลข่านคือดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรปในปัจจุบัน  ชาวกรีกโบราณค้าขายเกลือและผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือ เช่น ปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวฟินีเซียนและชาวอียิปต์ การขยายตัวของจักรวรรดิโรมันตอนต้นยังมีต้นกำเนิดในการสร้างเส้นทางการค้าสำหรับสินค้าสำคัญ เช่น เกลือที่จะถูกนำกลับไปยังกรุงโรม ถนนสายหนึ่งที่มีคนใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือถนนสายโบราณที่มีมาตั้งแต่ยุคสำริดที่รู้จักกันในชื่อ ‘เวีย ซาลาเรีย’ - Via Salaria หรือเส้นทางเกลือ จาก Porta Salaria ทางตอนเหนือของอิตาลีไปยัง Castrum Truentinum ทางใต้ของทะเลเอเดรียติกรวมระยะทางกว่า ๒๔๐ กิโลเมตร และทหารโรมันได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นเกลือ และคำว่า Salaria กลายมาเป็น Salary ที่หมายถึงเงินเดือนค่าตอบแทนในปัจจุบัน ถือว่าชาวโรมันเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากการแปรรูปเกลือและการค้าที่ตามมาในเครือข่ายทั่วโลกอย่างแท้จริง เพราะมีการเก็บภาษีจากการผูกขาดในการผลิตและการขายเกลือ และกำหนดราคาตลาดขั้นสุดท้าย


ส่วนคำว่าซอลซ์เบิรก์ - ‘Salzburg’ ซึ่งเป็นเมืองในออสเตรีย แปลว่า ‘เมืองเกลือ'  เป็นศูนย์กลางการค้าเกลือที่สำคัญในยุโรปโบราณ ทุกวันนี้ เหมืองเกลือ Hallstatt ใกล้เมือง Salzburg ยังคงเปิดอยู่ และถือเป็นเหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ และยังมีคำว่า Sauce และ Sausage ก็กล่าวว่ามีที่มาจาการปรุงแต่งซึ่งมีที่มาจากการใช้เกลือเป็นองค์ประกอบในการถนอมและทำผลิตภัณฑ์อาหารเช่นกัน


สำหรับชาวฮีบรูโบราณหรือชาวยิว ‘เกลือ’ เป็นสัญลักษณ์ของความปิติยินดีในการรับประทานอาหารร่วมกัน หมายถึงการมีชีวิตอยู่ในความรักฉันพี่น้อง ส่วนท้องถิ่นหลายแห่งในยุโรป กำหนดให้โยน ‘เกลือ’ จำนวนหนึ่งลงในโลงศพของคนตายก่อนการฝัง ‘เกลือ’ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เน่าเปื่อยและเป็นอมตะ


เหมืองเกลือยุคก่อนประวัติศาสตร์

เกลือบำบัด


บทบาทของเกลือกับการแพทย์นั้นมีหลักฐานว่า ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) รู้จักการสูดดมไอเกลือเพื่อรักษาโรคทางเดินหายใจมาตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว


เกือบสองร้อยปีที่ผ่านมา นายแพทย์ชาวยุโรปสังเกตว่า โรคระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้นกับคนงานเหมืองเกลือน้อยมาก จึงเริ่มนำผู้ป่วยทั้งโรคทางเดินหายใจและภูมิแพ้ลงไปสูดดมไอเกลือในเหมืองหรือถ้ำเกลือใต้ดิน  พบว่าช่วยบำบัดโรคอย่างได้ผล   


สถิติทางการแพทย์พบว่า เกลือบำบัดช่วยรักษาโรคระบบทางเดินหายใจได้หลายชนิด เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไอจามจากภูมิแพ้ ถุงลมโป่งพอง หายใจผิดปกติและแน่นหน้าอก ไอจากการสูบบุหรี่และรับควันบุหรี่ คัดจมูก ไซนัสอักเสบ อาการแพ้ฝุ่นและละอองเกสร  โดยก่อนเข้ารับการบำบัดจะต้องมีการวัดความดันและอุณหภูมิร่างกาย ดื่มน้ำสะอาดหนึ่งแก้วเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ  สวมชุดคลุมให้มิดชิดแล้วเข้าไปในถ้ำเกลือเพื่อสูดไอเกลือนาน ๔๕ นาที บำบัดต่อเนื่อง ๕ - ๑๐ ครั้ง จะเริ่มรู้สึกดีขึ้นได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ถึงหนึ่งเดือนและคนไข้บางรายอาจไม่ต้องใช้ยาแก้ภูมิแพ้อีกเลย


ประวัติศาสตร์โดยย่อของเกลือในจีน


ในจีนสืบได้ถึงราว ๖,๐๐๐ ปี มนุษย์ยุคหินใหม่ผลิตเกลือจากน้ำเกลือในบ่อ มาต้มทำเป็นเกลือแล้ว มีรายชื่อเกลือมากกว่า ๔๐ ชนิดและคุณสมบัติของเกลือ นอกจากนี้ยังอธิบายวิธีการสกัดและเตรียมสำหรับการบริโภคของมนุษย์ ในช่วงราชวงศ์ซางราว ๑,๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลการผลิตเกลือเริ่มขึ้นในวงกว้าง มีการค้าขายกันอย่างแพร่หลาย เกลือในจีนส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำทะเลมากกว่าร้อยละ ๘๐ ต่อมาในยุคราชวงศ์ฮั่น ฉิน ถัง และซ่ง รัฐบาลเข้าควบคุมการผลิตและจำหน่ายเกลือ  เกลือ ซึ่งถือเป็นสินค้าจำเป็น จึงถูกเก็บภาษีและในอดีตเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญสำหรับผู้ปกครองชาวจีน เกลือยังมีบทบาทในสังคมและวัฒนธรรม กล่าวถึงในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวสมัยราชวงศ์ซ่ง คือ ‘ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้มสายชู และชา’ ถือเป็น ๗ สิ่งจำเป็นในการเริ่มต้นวันใหม่ และรส ‘เค็ม’ เป็นหนึ่งใน ‘ห้ารสชาติ’ ซึ่งเป็นรากฐานของอาหารจีน


เกลือทะเล  แหล่งที่สำคัญที่สุด ในยุคแรกสุด นักทำเกลือชายฝั่งและเกาะใช้หม้อดินแล้วต้มในกระทะเหล็กเพื่อลดน้ำทะเลให้เป็นเกลือมีหลักฐานเมื่อราว ๓๐๐ BC. โดยการกรองน้ำทะเลผ่านกองขี้เถ้าหรือทรายลงในบ่อเพื่อผลิตน้ำเกลือที่สามารถต้มหรือระเหยโดยแสงแดดได้ ในสมัยราชวงศ์ถัง เกลือให้รายได้ประจำปีของรัฐบาลมากกว่าครึ่งของภาษีที่จัดเก็บได้


เกลือจากน้ำเกลือจากบ่อเกลือ บันทึกไว้ว่าสมัยราชวงศ์ซ่ง ราว พ.ศ. ๑๕๘๔ เกลือผลิตที่เสฉวนและยูนนานเป็นการผลิตหลักของจีน สร้างรายได้จากภาษีจำนวนมาก เทคโนโลยีการขุดเจาะหลุมเกลือความกว้างเท่ากับชาม บางครั้งลึกมากกว่า ๑ กิโลเมตร โดยใช้กระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่เอาส่วนที่คั่นกระบอกออกแล้วต่อกันแบบตัวผู้ตัวเมียกันน้ำจืดไม่ให้ปนน้ำเค็ม น้ำเค็มจะลอยอยู่ด้านบน แล้วใช้กระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กกว่าตักน้ำเค็มขึ้นมา เทคโนโลยีแบบนี้ ที่บ่อเกลือในจังหวัดน่านก็ผลิตเกลือในรูปแบบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้พวกเขาผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อเป็นเชื้อเพลิงมาใช้ต้มเกลือได้ด้วย บ่อเกลือเหล่านี้พบได้ทั่วไปในเสฉวน แต่เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ ๑๙ เสฉวนผลิตเกลือได้ราว ๘ % ของทั้งประเทสเท่านั้น


บ่อเกลือเสฉวน
ตั้งแต่สมัยโบราณ เสฉวนมีชื่อเสียงในด้านบ่อเกลือ ภาพบนแผ่นอิฐที่ถูกพิมพ์มานี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าชาวจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นขุดบ่อน้ำเพื่อให้ได้เกลือใต้ดินอย่างไร และใช้ท่อไม้ไผ่ลำเลียงน้ำเกลือไปยังหม้อขนาดใหญ่เพื่อต้มเพื่อให้ได้เกลืออย่างไร ปัจจุบันอิฐเดิมถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมือง Ch'ung-ch'ing ในเสฉวน

แหล่งผลิตเกลือในสมัยราชวงศ์หมิง
แหล่งผลิตเกลือในสมัยราชวงศ์หมิงของจีน ระหว่าง พ.ศ.  ๑๙๑๑-๒๑๘๗

            

เทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคแรกในเกลือมีต้นกำเนิดมาจากราชวงศ์หยวนของจีน ประชากรที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเมืองทำให้เกิดความต้องการเกลือ การรวมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการค้าขายต่างกระตือรือร้นที่จะคิดค้นและปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และวิธีการใหม่ในการจัดการผลิต การจัดจำหน่าย และการเก็บภาษีจากเกลือ


ในสมัยราชวงศ์หมิงโรงเกลือในบึงเกลือทางตอนเหนือของมณฑลเจียงซูและชายฝั่งตะวันออกใกล้เทียนจินในปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเกลือรายใหญ่ที่สุด ใช้วิธีการระเหยของน้ำทะเลภายใต้แสงแดดบางช่วงนิยมใช้กันในฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยนและน่าจะส่งอิทะิพลต่อเทคนิคการผลิตเกลือมนเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก อีกวิธีหรึ่งคือการต้มน้ำทะเลซึ่งเป็นเทคนิคการผลิตที่แพร่หลายมากที่สุดในจีน ซึ่งมีช่วงเวลาแสงแดดแผดจ้าน้อย แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ ได้จัดหาเกลือของจีนประมาณ ๘๐ % แต่เมื่อถึงศตวรรษที่ ๒๐ เครื่องจักรอุตสาหกรรมได้เข้ามาแทนที่โรงเกลือชายฝั่งเหล่านี้


เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ชิง ได้เข้ายึดพื้นที่เกลือทันทีเพื่อตัดเสบียงของศัตรูและหารายได้สำหรับตนเอง พวกเขาฟื้นระบบสิบโซนที่จัดตั้งขึ้นในราชวงศ์ซ่ง จักรพรรดิราชวงศ์ชิงในยุคแรกตัดสินใจให้การกำกับดูแลเกลือไว้กับกรมราชทัณฑ์ ที่ตั้งอยู่ในพระราชวังต้องห้าม ซึ่งสามารถควบคุมรายได้ได้โดยตรง เมื่อระบบจักรพรรดิล่มสลาย แต่ระบบการจัดเก็บภาษีจากเกลือยังดำเนินต่อมาได้อย่างไม่ราบรื่นนักและดำเนินเรื่อยมาจนถึง และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้เอง ที่รัฐบาลจีนเริ่มผ่อนคลายจากการควบคุมที่เข้มงวดที่มีมากว่า ๒,๐๐๐ ปี น่าจะเป็นแห่งเดียวที่มีการผูกขาดยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติทีเดียว การผูกขาดเกลือด้วยการเก็บภาษีโดยตรงทำรายได้ให้รัฐเป็นรองเพียงภาษีที่ดิน


ภาพถ่ายการต้มเกลือที่เสฉวน
ภาพถ่ายการต้มเกลือที่เสฉวนเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ จะเห็นเตาและกระทะทรงกลม เมื่อต้มเกลือได้แล้วจะใส่ เกลือใส่ตะกร้าแขวนไว้เหนือกระทะ น้ำเกลือจึงสามารถหยดกลับลงในกระทะและเกลือได้ คนงานถือช้อนขนาดใหญ่ รูปร่างแบบจอบวางบนเตา ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ ที่ Daning เสฉวนตะวันออก ภาพเมื่อทศวรรษที่  ๒๔๗๓   ภาพจากSource : Wu Wei,Sichuan yanzheng shi tuce , vol. 3, p. 71

เหมืองเกลือโบราณ (Ancient Salt mine)


แนวเทือกเขาเกลือแหล่งมรดกโลกที่เหมืองเกลือเคียวรา ในรัฐปัญจาป ปากีสถาน [Khewra Salt Mine]


เทือกเขาเกลือในปากีสถาน มีการค้นพบ ‘เกลือหิน’ หรือ เฮไลต์ ‘Halite' ที่เกิดจากการระเหยของทะเลและทะเลสาบน้ำเค็มในสมัยโบราณ เหลือโซเดียมคลอไรด์และแร่ธาตุอื่นๆ เกลือหินหิมาลัยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อราว ๕๐๐ ล้านปีก่อนในยุคพรีแคมเบรียน [Precambrian] เมื่อ ๒๕๐ ล้านปีต่อมาแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่กดทับบนเทือกเขาหิมาลัย จึงเกิดเป็นบริเวณแคบๆ ในรูปแบบของโครงสร้างโดมที่ไม่ปกติ มีตะเข็บเกลือ ๗ ชั้นที่มีความหนารวมราว ๑๕๐ เมตรในที่ราบปัญจาป พื้นที่นี้อุดมไปด้วยซากดึกดำบรรพ์ ภายในเทือกเขาเกลือมีกลุ่มโบราณสถานและสถานที่ต่างๆ หนาแน่นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔ สมัยอเล็กซานเดอร์มหาราช ผ่านยุคฮินดู จักรวรรดิโมกุล จนถึงยุคการปกครองของซิกข์และการยึดครองเป็นอาณานิคมของอังกฤษ   


เคียวรา เป็นแหล่งเกลือที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีการใช้ประโยชน์จากเกลือมาอย่างน้อยหนึ่งพันปี   ขึ้นชื่อในเรื่องแหล่งเกลือหินสีชมพูที่ใช้กันอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ เกลือหินหิมาลัยเริ่มต้นที่อเล็กซานเดอร์มหาราชใน ๓๒๖ ปีก่อนคริสตกาล ผู้ปกครองและผู้พิชิตมาซิโดเนียโบราณได้รับการบันทึกว่าพักกองทัพของเขาในภูมิภาค Khewra ซึ่งตอนนี้อยู่ทางเหนือของปากีสถาน ทหารของเขาสังเกตเห็นม้าเริ่มเลียหินที่มีรสเค็มในบริเวณนั้น ซึ่งเป็นส่วนพื้นผิวเล็กๆ ของสิ่งที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันว่าเป็นแหล่งสะสมเกลือหินใต้ดินที่กว้างที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การทำเหมืองเกลือขนาดใหญ่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในภูมิภาค Khewra จนกระทั่งในช่วงจักรวรรดิโมกุล วันนี้ เหมืองเกลือ Khewra ในปากีสถานใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และมีชื่อเสียงในด้านการผลิตเกลือสินเธาว์สีชมพูสำหรับทำอาหารและตะเกียงเกลือหิมาลัย


เหมืองเกลือในบริเวณนี้กระจายอยู่ใต้ดิน กินพื้นที่ราว ๑๐๐ ตารางกิโลเมตรอยู่เหนือระดับน้ำทะเลราว ๒๘๘ เมตร และทอดตัวเข้าไปในเทือกเขาราว ๗๓๐ เมตรทั้ง ๙ ทางเข้า ความยาวทั้งหมดของอุโมงค์รวมกันมากกว่า ๔๐ กิโลเมตร ความบริสุทธิ์ของเกลือจากที่นี่สูงถึงร้อยละ ๙๙ มีความโปร่งแสง มีหลายสีทั้งสีขาว สีชมพู สีแดงเรื่อๆ ไปจนถึงสีแดงเข้ม มีการประมาณการว่าที่เหมืองเกลือคิวรามีปริมาณของเกลือราว ๒๒๐ ล้านตัน  มีเกลือเพียงร้อยละ ๕๐ เท่านั้นที่ถูกขุดออกมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งทำไว้ให้เป็นเสาค้ำน้ำหนัก 

        

เทือกเขาเกลือแหล่งมรดกโลกที่เหมืองเกลือเคียวรา
เทือกเขาเกลือแหล่งมรดกโลกที่เหมืองเกลือเคียวรา ในรัฐปัญจาป ปากีสถาน [Khewra Salt Mine]

เกลือในไทย


เกลือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางอุตสาหกรรมพื้นฐานของมนุษย์โดยเฉพาะตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ในยุคเหล็กเป็นต้นมา ตั้งแต่ราวต้นพุทธกาลจนถึงเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ ในพื้นที่แผ่นดินภายในของประเทศไทย ซึ่งได้แก่ การถลุงโลหะธาตุ การทำเกลือ และการรวบรวมของป่าเพื่อการแลกเปลี่ยนในการค้าขายระยะไกลและส่งอิทธิพลต่อการเกิดขึ้นของบ้านเมืองให้กลายเป็นชุมชนระดับนครหรือระดับรัฐ โดยเฉพาะ ดินแดนในอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีร่องรอยของการผลิตเกลือสินเธาว์ที่ผลิตจากดินเอือดหรือดินขี้ทาที่ขูดเอาจากผิวดินในหน้าร้อน สร้างเตาต้มเกลือแบบง่ายๆ


อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมศึกษาทางโบราณคดีในภาคอีสานพบว่า มีเนินดินที่ทำเกลือสมัยโบราณมากมาย พื้นที่ทำกิจกรรมต้มเกลือในสมัยโบราณ มีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่คล้ายเนินเขาขนาดย่อมอยู่ในพื้นที่ราบ มีชั้นดินผสมกับเศษภาชนะดินเผาจำนวนมาก การทำเกลือก็เป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง ถือเป็นแอ่งอารยธรรมที่สำคัญในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การทำเกลือบริเวณภาคอีสานทั้ง ๒ แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร มีโดมเกลือ [Rock salt dome] ที่อยู่ใต้พื้นดินใหญ่เป็นอันดับสามของโลกในโลก การขุดค้นทางโบราณคดีของศาสตราจารย์อิจิ นิตต้า ที่ขุดค้นที่เนินทุ่งผีโพน อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา พบกรรมวิธีการผลิตมีขั้นตอนแต่การเตรียมภาชนะในการต้มเกลือและใส่เกลือ การนำเกลือจากแหล่งธรรมชาติมากรอง มาต้ม กำหนดอายุได้ราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว หรือในช่วงยุคเหล็ก (๗-๙)


โดมหินเกลือในอีสานมีลักษณะของหมวดหินมหาสารคาม เป็นชั้นหินที่วางตัวอยู่ในระดับราบหรือเอียงเทเล็กน้อย ประกอบด้วยหินทราย หินโคลน และมีชั้นเกลือหินแทรกอยู่ข้างล่างเป็นแหล่ง ๆ ประกอบด้วย เกลือหิน ๓ ชั้น ในระดับความลึกต่างๆ แต่ในบางบริเวณจะพบเพียง ๒ ชั้นหรือชั้นเดียว จะมีชั้นดินเหนียวคั่นอยู่ระหว่างชั้นเกลือหิน และมีแร่แอนไฮไดรต์ชั้นบางๆแทรกอยู่เล็กน้อย ชั้นเกลือหิน  มีอยู่ด้วยกัน ๓ ชั้น และมีความหนาต่างๆ กัน โดยลึกประมาณ ๒๐๐-๕๐๐ เมตรจากพื้นดิน ยกเว้นบริเวณขอบแอ่งและบางแห่งมีชั้นเกลือหินอยู่ในระดับตื้น คือ ๕๐-๑๐๐ เมตร


นอกจากวิธีการผลิตเกลือจากดินเอือดหรือดินขี้ทา ยังมีการทำเกลือจากการขุดบ่อน้ำเค็ม จากชั้นเกลือที่อยู่ในระดับตื้นมาต้มโดยตรง เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมอยู่บริเวณบ่อหัวแฮด เกาะกลางลำน้ำสงคราม บ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย


การทำเกลือจากดินขี้ทาในปัจจุบัน ใช้ความสะดวกสบาย โดยนำดินขี้ทามาจากท้องนามากรองและต้มที่บ้าน โดยใช้ถังน้ำมันขนาดใหญ่ วางอยู่บนยกพื้น ใส่ฟางข้าวและดิน เติมน้ำ กรองจนได้น้ำเค็ม แล้วจึงนำมาต้ม บ่อน้ำเกลือ หรือที่เรียกว่า บ่อน้ำสร้าง ขุดลึกลงไปใต้ดิน น้ำเค็มจะขึ้นมา หากต้มโดยใช้น้ำเค็มอย่างเดียว ปริมาณที่ได้แต่ละครั้งจะได้น้อย  และถ้าต้มโดยใช้ดินขี้ทากรองน้ำเค็มอย่างเดียวก็จะเสียเวลาและได้ปริมาณน้อยเช่นกัน ชาวบ้านจึงใช้วิธีใช้ดินขี้ทา ๑ ส่วน ผสมกับน้ำเค็มจากบ่อ ๑ ส่วน ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจนน้ำใส จึงปล่อยน้ำผ่านท่อไม้ไผ่ลงไปในแอ่งหรือบ่อพักน้ำเกลือ เพื่อรอการต้มต่อไป

เกลืออีสาน

เกลือเมืองน่าน

นอกจากนี้ยังพบว่าทางภาคเหนือที่อำเภอบ่อเกลือในจังหวัดน่านที่บ้านบ่อหลวง หลักฐานทางโบราณคดีเท่าที่พบเศษเครื่องเคลือบจากแหล่งเตาล้านนา เศษเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัยและเศษเครื่องถ้วยลายครามสมัยราชวงศ์หมิงซึ่งพอจะตีความรวมๆ ได้ว่า ควรจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ และที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ พบมโหระทึกสำริดแบบเฮเกอร์ ๑ ถึง ๒ ใบ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๓-๑๐ ซึ่งถือว่าเป็นยุคเหล็กหรือร่วมสมัยกับวัฒนธรรมดองเซินที่มักพบมโหระทึกในชุมชนผู้ผลิตหรืออยู่ในเส้นทางการค้าแบบโบราณทางแผ่นดินภายในและชายฝั่งทะเล


นอกจากบ่อเกลือบ่อหลวงแล้วยังมีบ่อเกลืออีกหลายบ่อกระจายตัวไปทางด้านทิศเหนือตามลำน้ำน่านและลำน้ำสาขา ได้แก่ บ่อเวร บ่อแคะ บ่อหยวก บ่อตอง บ่อกิ๋น บ่อน่าน บ่อเจ้า และบ่อเกล็ด ทั้งนี้ในปัจจุบันปรากฏการทำเกลือเพื่อการบริโภคให้เห็นเพียงบางบ่อเท่านั้น เช่น  บ่อหยวก หรือบ่อเวร เป็นต้น


สำหรับการผลิตเกลือด้วยการต้มในกระทะเหล็กและบ่อที่ใช้ปล้องลำไผ่ขนาดใหญ่มากเป็นตัวกันระหว่างน้ำเค็มกับน้ำจืดนั้น มีความใกล้เคียงกับบ่อเกลือที่ยูนนานและเสฉวนซึ่งมีบันทึกว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมีการผลิตเกลือมากกว่าเขตอื่นๆ เป็นสินค้าที่ราชสำนักจีนเก็บภาษีโดยตรงในยุคสมัยราชวงศ์ซ่ง


บ่อเกลือนอกจากที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านแล้ว ยังพบบริเวณอำเภอนครไทยและอำเภอวัดโบถส์ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งน่าจะอยู่ร่วมสมัยกับยุคล้านนาและสุโขทัย


ความสำคัญของเกลือทะเล ประวัติศาสตร์โดยย่อ


          สำหรับการผลิตเกลือจากน้ำทะเล มีหลักฐานในช่วงเวลาที่เห็นร่องรอยของอิทธิพลวัฒนธรรมจากการเข้ามาของกลุ่มคนจีนจากการเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในช่วงปลายสมัยศรีวิชัยและเข้าสู่ยุคสมัยลพบุรี


ซึ่งเป็นช่วงสมัยราชวงศ์ซ่งเข้าสู่ราชวงศ์หยวนในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ซึ่งเป็นช่วงที่การค้าทางทะเลอันรุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์ซ่ง และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นราชวงศ์หยวนที่ชาวมองโกลเข้ามามีอิทธิพลควบคุมในแผ่นดินจีนโดยจักรพรรดิกุบไล่ข่าน สันนิษฐานว่าในครั้งนั้นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คลื่นของชาวจีนฮั่นเคลื่อนย้ายอพยพเข้ามาสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในแผ่นดินลุ่มน้ำเจ้าพระยาและคาบสมุทรสยาม-มลายู


บริเวณตั้งแต่อำเภอบ้านแหลมและอำเภอเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่ทำนาเกลือขนาดใหญ่ที่สุดในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเพราะน้ำทะเลมีความเข้มข้นของเกลือเหมาะสม ผืนแผ่นดินเป็นดินเหลวปนทรายหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเป็นทะเลตม รวมทั้งอุณหภูมิที่ร้อนและมีแสงแดดแรงกล้ายาวนาน องค์ประกอบที่พร้อมและเหมาะสมเช่นนี้ทำให้บริเวณ ‘บ้านแหลม’ ถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์และชี้ให้เห็นว่ามีความสำคัะญต่อเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของนครรัฐในแถบลุ่มน้ำแม่กลองและบริเวณเมืองเพชรบุรีไปจนถึง เมืองนครศรีธรรมราช โดยการนำไปขายยังบ้านเมืองภายในและทางเขตคาบสมุทรในช่วงเวลานั้น


บริเวณชะอำที่อยู่ชายฝั่งทะเลก็มีพื้นที่เหมาะสมแก่การทำนาเกลือเช่นกัน ทั้งยังมี ‘มหาสถูป’ ที่ชะอำนี้มีรูปแบบมาตรฐานเดียวกับเจดีย์ที่สร้างกันอยู่ในบริเวณเมืองคูบัวและมีขนาดใหญ่เทียบได้กับเจดีย์สำคัญของเมือง มีการอยู่อาศัยอย่างถาวรตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ร่วมสมัยทวารวดีไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗  ซึ่งเป็นยุคปลายสมัยศรีวิชัยที่ต่อเนื่องกับราชวงศ์ซ่ง


บริเวณเมืองท่าที่ชะอำเป็นสถานีการค้าอันเป็นจุดสังเกตของการเดินเรือเลียบชายฝั่งอันมีรูปแบบที่แน่นอนมาแต่ครั้งโบราณ และอยู่ในจุดพักของการเดินทางบกข้ามคาบสมุทรจากเมืองคูบัวผ่านเทือกเขาตะนาวศรีสู่เมืองท่าทางฝั่งอ่าวเบงกอล ชุมชนสมัยทวารวดีที่เชิงเขาเจ้าลายจึงเพิ่มมิติของเครือข่ายสนับสนุนต่อการเป็นเมืองท่าสำคัญของเมืองคูบัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

   

ความรู้เกี่ยวกับการเดินเรือเลียบชายฝั่งหรือการเดินทางข้ามคาบสมุทรตอนบนสุดนี้มีอยู่เป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยทวารวดีหรือก่อนหน้านั้น และจากหลักฐานโบราณวัตถุที่พบรวมทั้งความสำคัญของเขาเจ้าลายในแผนที่โบราณของชาวตะวันตกยุคเริ่มแรกของยุครุ่งเรืองจากการค้าทางทะเลในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา ก็จะลงจุดสังเกตที่เขาเจ้าลาย [Chao Lai Peak] ว่าเป็นเมืองขนาดเล็กหรือจุดสังเกตในการเดินเรือตัดผ่านข้ามอ่าวไทยสู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาหรือตัดข้ามอ่าวเพื่อเดินทางไปยังชายฝั่งสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมาโดยตลอด มีสัญญาณให้เห็นชัดเจนจากทั้งตำนานเรื่องเล่า จารึกที่มีการกำหนดอายุ และจดหมายเหตุการส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังจีนซึ่งล้วนอยู่ในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๑๙  ว่าเกิดการรวมบ้านเมืองซึ่งเคยเป็นอิสระต่อกันและตั้งอยู่ชิดริมแม่น้ำสายหลักต่างๆ ในแอ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา [Chao Phraya Delta] และเมืองแต่ละแห่งนั้นมีความสัมพันธ์กันจากการเป็นเครือญาติในระดับของผู้ปกครอง จากสุโขทัยที่เป็นเมืองใหญ่สำหรับการค้าทางไกลข้ามภูมิภาค ติดต่อลงมาถึงบ้านเมืองทางคาบสมุทร ผ่านการเดินทางในเส้นทางของบ้านเมืองต่างๆ ในภูมิภาคตะวันตก ซึ่งมีหลักฐานของสัมพันธ์ของบ้านเมืองต่างๆ ในยุคนี้ เช่น จดหมายเหตุของโจวต้ากวานกล่าวถึง เสียนหลอหู ซึ่งมีนัยว่า บ้านเมืองสองแห่งที่แยกกันคือ เสียน ซึ่งน่าจะเป็นเมืองสุพรรณภูมิที่มีความสัมพันธ์กับเมืองสุโขทัย อโยธยาและเพชรบุรี และ หลอหู คือ ละโว้ ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว และมีความหมายถึงการเริ่มต้นสถาปนาการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางที่อโยธยา เมืองเก่าทางฝั่งขวาของแม่น้ำป่าสัก จนกลายมาเป็นกรุงศรีอยุธยา เมืองท่าสำคัญในบริเวณที่สามารถเชื่อมต่อได้ทุกลุ่มน้ำช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น


ตำนานเมืองและตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวถึงเมืองเพชรบุรีว่าเป็นเมืองร่วมสมัยกับเมืองนครศรีธรรมราชและมีกษัตริย์ปกครอง ทางฝ่ายเมืองนครฯ คือ พญาศรีธรรมาโศกราช ฝ่ายเมืองเพชรบุรีคือ พระเจ้าอู่ทอง ทั้งสองพระนามนี้เป็นกษัตริย์ที่เป็นผู้นำทางวัฒนธรรม [Culture Hero] ของบ้านเมืองแถบคาบสมุทรและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตามลำดับ ภายหลังมีปัญหาเรื่องเขตแดนรบกันไม่แพ้ไม่ชนะจึงตกลงทำสัญญาแบ่งเขตและเป็นไมตรีต่อกัน ทั้งฝากฝังเครือญาติและแลกเปลี่ยนทรัพยากร ฝ่ายเมืองนครฯ มาขอเกลือจากเมืองเพชรบุรี หลังจากนั้นเมืองนครฯ ร้างเป็นป่าดง


ต่อมา พระพนมทะเลฯ เจ้านายซึ่งมีเชื้อสายอโยธยามาตั้งบ้านเมืองริมสมุทรที่เพชรบุรี สร้างชุมชนทำนาเกลือ อีกทั้งยังทำนาอยู่ที่บางสะพาน ต่อมาได้ติดต่อค้าขายกับสำเภาจากราชสำนักจีนซึ่งซื้อไม้ฝางกลับไป มีโอรสคือ พระพนมวัง และ เจ้าศรีราชา ที่ไปสร้างเมืองนครดอนพระ ซึ่งสัมพันธ์กับเมืองนครศรีธรรมราช เหตุการณ์ในตำนานน่าจะเทียบได้กับจดหมายเหตุจีนที่เมืองกมรเตงเจ้าเมืองเพชรบุรีเพชรบุรีส่งทูตนำเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักหยวนเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๗ 


เรือฉลอมที่ท่าจีน
เรือฉลอมในอดีตที่ท่าจีน ฟิล์มกระจกชุดภาพส่วนพระองค์สมเด็จกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน https://db.sac.or.th/samutsakhon/ethno-map/show_img.php?communityID=SKN-CHI-01

      

ทรัพยากรที่สำคัญของเมืองเพชรบุรีนั้นคือ เกลือสมุทร (ที่บ้านแหลมรวมทั้งนาเกลือเก่าแก่แถบบางเก่าและบ้านโตนดหลวง) รวมไปถึง ไม้ฝางจากป่าเขาตะนาวศรี ทั้งมีพื้นที่ทำนาปลูกข้าว และเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลที่เป็นศูนย์กลางทั้งการเดินเรือเลียบชายฝั่งและเส้นทางข้ามคาบสมุทร ความสัมพันธ์กับบ้านเมืองที่อยู่ภายใน เช่น สุโขทัย แพรกศรีราชา สุพรรณภูมิ ราชบุรี และบ้านเมืองทางแถบคาบสมุทรที่นครศรีธรรมราช ซึ่งปรากฏเนื้อความอยู่ในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ และจารึกวัดเขากบ  เมืองเพชรบุรีจึงเป็นเมืองท่าภายในศูนย์กลางการคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ ทั้งเป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรที่สำคัญ ตั้งแต่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมาแล้ว  

         

เกลือหวานปัตตานี

         อนันต์ วัฒนานิกร ผู้บุกเบิกสำรวจ ‘เมืองเก่าปตานี’ ที่อ่าวปัตตานีบันทึกหลักฐานไว้ว่า เคยพบเห็นแนวกำแพงเมืองและเศษภาชนะดินเผาเคลือบที่เป็นของจีนและของต่างประเทศ เช่น ดัชท์จำนวนมาก ริมลำน้ำเก่าที่ผ่านท้ายเมืองในเขตบ้านกรือเซะไปออกทะเลที่ปากคลองปาเระพบร่องรอยของเตาเครื่องปั้นดินเผาทั้งแบบเผาแกร่งและแบบเคลือบที่มีอายุขึ้นไปจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น จุดที่คลองปาเระร่วมกับคลองบ้านดีมีร่องรอยของเนินดินริมฝั่งน้ำที่เคยเป็นชุมชนดั้งเดิม พบเศษภาชนะดินเผาทั้งเคลือบและไม่เคลือบมากมาย โดยเฉพาะเครื่องเคลือบของจีนแบบราชวงศ์หมิงในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ เป็นต้นมา


บรรณานุกรม


วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. บ่อเกลือเมืองน่านที่บ้านบ่อหลวง. เมืองโบราณ  (ม.ค.-มี.ค. ๒๕๓๕)


วันทนีย์ เกรียงสินยศ. ลดโซเดียม ยืดชีวิต, กันยายน ๒๕๕๕. http://110.164.147.155/kmhealth_new/Documment/blood/approach/11.pdf


ศรีศักร วัลลิโภดม. ความสำคัญของยุคเหล็กในประเทศไทย ตอนที่ ๓,  https://lek-prapai.org/home/view.php?id=800


Nitta, Eiji. Ancient Industries, Ecosystem and Environment : Special Reference to the Northeast of Thailand. Historical Science Report. Kagoshima University. 1992.




Comments

Rated 0 out of 5 stars.
No ratings yet

Add a rating
bottom of page